
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
บริษัทฯ ได้้ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดููแลกิจการที่่ดีว่าเป็นสิ่งสำคัญที่่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้้มีีประสิทธิิภาพและมีีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำ ไปสู่่ประโยชน์์สูงสุดต่อผู้้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่่พนักงาน ผู้้ลงทุน ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้้เสียอื่นๆ
นโยบายการกำกับดูแลกิจการข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการ

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริษัทฯ ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 12 คน โดยเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร จำนวน 8 คน (คิดเป็นร้อยละ 66.67 ของกรรมการทั้งคณะ) และกรรมการที่เป็นผู้บริหาร จำนวน 4 คน (คิดเป็นร้อยละ 33.33 ของกรรมการทั้งคณะ) บริษัทมีกรรมการอิสระจำนวน 4 คน (คิดเป็นร้อยละ 33.33 ของคณะกรรมการทั้งคณะ) โดยมีกรรมการอิสระที่เป็นผู้หญิงจำนวน 2 คน (คิดเป็นร้อยละ 16.67 ของคณะกรรมการทั้งคณะ) ทั้งนี้ กรรมการอิสระทั้ง 4 คนมีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดคุณสมบัติกรรมการอิสระของ บริษัท ซึ่งมีความเข้มงวดกว่าหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน คณะกรรมการ บริษัทประกอบด้วยกรรมการที่มีความหลากหลายทางเพศ อายุ คุณสมบัติ ความรู้ ความ สามารถ ทักษะ วิชาชีพ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายซึ่งจำเป็นและเป็น ประโยชน์สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ
องค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท
| ชื่อ | ตำแหน่ง | กรรมการที่เป็นผู้บริหาร | กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร | กรรมการอิสระ |
|---|---|---|---|---|
| 1. นายไวยวุฒิ สินเจริญกุล | ประธานกรรมการ/ประธานกรรมการบริหาร | |||
| 2. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | รองประธานกรรมการ/กรรมการอิสระ/ประธานกรรมการตรวจสอบ/ประธานกรรมการบรรษัทภิบาล/ประธานกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน | |||
| 3. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการผู้จัดการใหญ่/ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง/ ประธานกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน/กรรมการบรรษัทภิบาล | |||
| 4. นายไชยยศ สินเจริญกุล | Director/Executive Director | |||
| 5. นายกิติชัย สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการสรรหา | |||
| 6. นายลี พอล สุเมธ | กรรมการ/กรรมการบริหาร | |||
| 7. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน | |||
| 8. นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการบริหารความเสี่ยง | |||
| 9. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการบริหารความเสี่ยง/กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน | |||
| 10. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | กรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบ/ประธานกรรมการสรรหา/กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน | |||
| 11. นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ | กรรมการอิสระ/กรรมการบรรษัทภิบาล | |||
| 12. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก | กรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบ/ กรรมการสรรหา/กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน | |||
| รวมจำนวนกรรมการ | 4 ท่าน | 8 ท่าน | 4 ท่าน | |
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นายไวยวุฒิ สินเจริญกุล | ประธานกรรมการ/ประธานกรรมการบริหาร |
| 2. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | รองประธานกรรมการ/กรรมการอิสระ/ประธานกรรมการตรวจสอบ/ประธานกรรมการบรรษัทภิบาล/ประธานกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน |
| 3. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการผู้จัดการใหญ่/ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง/ประธานกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน/กรรมการบรรษัทภิบาล |
| 4. นายไชยยศ สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร |
| 5. นายกิติชัย สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการสรรหา |
| 6. นายลี พอล สุเมธ | กรรมการ/กรรมการบริหาร |
| 7. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน |
| 8. นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการบริหารความเสี่ยง |
| 9. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | กรรมการ/กรรมการบริหาร/กรรมการบริหารความเสี่ยง/กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน |
| 10. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | กรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบ/ประธานกรรมการสรรหา/กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน |
| 11. นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ | กรรมการอิสระ/กรรมการบรรษัทภิบาล |
| 12. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก | กรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบ/กรรมการสรรหา/กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน |
โดยมี นางพัชรินทร์ อนุวงศ์วัฒนชัย เป็นเลขานุการคณะกรรมการบริษัท
ตารางความรู้ความชำนาญ (Board Skills Matrix)
| กรรมการ | บริหารธุรกิจและ การจัดการ |
บัญชี การเงินและ เศรษฐศาสตร์ |
การสื่อสารและ ประชาสัมพันธ์ |
อาชีวอนามัยและ ความปลอดภัย |
ความรับผิดชอบ ต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อม |
การกำกับดูแล กิจการที่ดี |
บริหารความเสี่ยง และโอกาส |
ธุรกิจและการตลาด | เทคโนโลยีสารสนเทศ และดิจิตอล |
กฎหมายและ นิติศาสตร์ |
การวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม |
บริหารจัดการ ด้านความเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. ดร. ไวยวุฒิ สินเจริญกุล | ||||||||||||
| 2. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | ||||||||||||
| 3. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | ||||||||||||
| 4. นายไชยยศ สินเจริญกุล | ||||||||||||
| 5. นายกิติชัย สินเจริญกุล | ||||||||||||
| 6. นายลี พอล สุเมธ | ||||||||||||
| 7. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล | ||||||||||||
| 8. นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล | ||||||||||||
| 9. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | ||||||||||||
| 10. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | ||||||||||||
| 11. นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ | ||||||||||||
| 12. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก |
ข้อมูลเกี่ยวกับคณะกรรมการชุดย่อย
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการชุดย่อยประกอบด้วย คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบรรษัทภิบาล และคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เพื่อช่วยกำกับดูแล กลั่นกรองงานที่มีความสำคัญ และให้ความเห็นแก่คณะกรรมการบริษัท
(1) คณะกรรมการบริหาร
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นายไวยวุฒิ สินเจริญกุล | ประธานกรรมการบริหาร |
| 2. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | กรรมการผู้จัดการใหญ่ |
| 3. นายไชยยศ สินเจริญกุล | กรรมการบริหาร |
| 4. นายกิติชัย สินเจริญกุล | กรรมการบริหาร |
| 5. นายลี พอล สุเมธ | กรรมการบริหาร |
| 6. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล | กรรมการบริหาร |
| 7. นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล | กรรมการบริหาร |
| 8. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | กรรมการบริหาร |
(2) คณะกรรมการตรวจสอบ
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | ประธานกรรมการตรวจสอบ |
| 2. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | กรรมการตรวจสอบ |
| 3. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก | กรรมการตรวจสอบ |
(3) คณะกรรมการสรรหา
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | ประธานกรรมการสรรหา (กรรมการอิสระ) |
| 2. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก | กรรมการสรรหา (กรรมการอิสระ) |
| 3. นายกิติชัย สินเจริญกุล | กรรมการสรรหา (กรรมการบริหาร) |
(4) คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | ประธานกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน (กรรมการอิสระ) |
| 2. พลเอก ธนสร ป้องอาณา | กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน (กรรมการอิสระ) |
| 3. นางสาวนงราม เลาหอารีดิลก | กรรมการพิจารณาค่าตอบแทน (กรรมการอิสระ) |
(5) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง (กรรมการผู้จัดการใหญ่) |
| 2. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | กรรมการบริหารความเสี่ยง (กรรมการบริหาร) |
| 3. นายภัทราวุธ พาณิชย์กุล | กรรมการบริหารความเสี่ยง (กรรมการบริหาร) |
| 4. นายชัยเดช พฤกษานุศักดิ์ | กรรมการบริหารความเสี่ยง |
| 5. นายนัธธี ถิรพุทธโภคิน | กรรมการบริหารความเสี่ยง |
(6) คณะกรรมการบรรษัทภิบาล
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ | ประธานกรรมการบรรษัทภิบาล (รองประธานกรรมการ / กรรมการอิสระ) |
| 2. นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ | กรรมการบรรษัทภิบาล (กรรมการอิสระ) |
| 3. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | กรรมการบรรษัทภิบาล (กรรมการผู้จัดการใหญ่) |
(7) คณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
| ชื่อ | ตำแหน่ง |
|---|---|
| 1. นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล | ประธานกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (กรรมการผู้จัดการใหญ่) |
| 2. นายวิชญ์พล สินเจริญกุล | กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (กรรมการบริหาร) |
| 3. นายเฉลิมภพ แก่นจัน | กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (กรรมการบริหาร) |
| 4. นายนัธธี ถิรพุทธโภคิน | กรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน |
โดยมีนางสาวศรัญธินี มงคลรัตน์ เป็นเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
ขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
- กำหนดทิศทาง นโยบาย กลยุทธ์ เป้าหมาย แผนงานการพัฒนาด้านความยั่งยืน ความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และการกำกับดูแลกิจการและเศรษฐกิจ (Governance and economic) ของบริษัทฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
- สนับสนุนและผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนทั่วทั้งองค์กร โดยให้คำแนะนำและส่งเสริมการบูรณาการการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การประเมินความเสี่ยง และแผนงานขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรที่ตั้งไว้
- ทบทวนและเสนอแนะแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของบริษัทให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) และมาตรฐานสากลให้ทันสมัยอยู่เสมอ และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนา
- พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนประจำปีขององค์กรให้สอดคล้องกับความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริบทภายนอก ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อขออนุมัติ และมอบหมายให้ฝ่ายจัดการดำเนินการตอบสนอง และติดตามผล
- ติดตามและสรุปผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ดูแลการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทผ่านรายงานประจำปีและรายงานความยั่งยืนประจำปีของบริษัท
- พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานด้านความยั่งยืน ตามที่เห็นสมควร
- กำกับดูแล ตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงานด้านการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ รวมทั้งกำหนด ทบทวน และปรับปรุงนโยบายและ/หรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง และจัดการความเสี่ยงในด้านสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ตลอดจนพิจารณากำหนดแนวทางและกลยุทธ์ดำเนินงานและกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
คณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนได้จัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาความยั่งยืน โดยคณะทำงานมีหน้าที่ทำตามนโยบาย ดำเนินกิจกรรมด้านความยั่งยืนของบริษัทให้สอดคล้องกับนโยบาย และติดตามผลการปฏิบัติตามแผนงาน และจัดให้มีการสื่อสารประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนองค์กรให้พนักงานทุกระดับได้ทราบ เพื่อให้พนักงานได้ตระหนักถึงประเด็นความยั่งยืนที่จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของบริษัทฯ
ทั้งนี้ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่รายงานประจำปี 2568 บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ
(https://www.sritranggroup.com/th/investor-relations/downloads/yearly-report)
การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการชุดย่อย และ CEO
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการประเมินประสิทธิผลของคณะกรรมการ (Board Effectiveness) ในฐานะกลไกสำคัญตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่เป็นประจำทุกปี ครอบคลุมทั้ง
- คณะกรรมการบริษัท (ทั้งคณะ)
- กรรมการรายบุคคล (Self-Assessment)
- คณะกรรมการชุดย่อยทุกชุด
- การประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Performance Evaluation)
การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และแนวปฏิบัติของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมิน CGR
หลักเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องเกณฑ์ CGR
- การประเมินคณะกรรมการทั้งคณะ (Board Evaluation) ครอบคลุมประเด็นสำคัญตามหลัก CG Code ได้แก่
- ความเหมาะสมของโครงสร้าง องค์ประกอบ และความหลากหลายของคณะกรรมการ
- ความชัดเจนของบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ
- ประสิทธิภาพของการประชุมและคุณภาพข้อมูลประกอบการพิจารณา
- การกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์และการติดตามผลการดำเนินงาน
- ความสัมพันธ์และการถ่วงดุลกับฝ่ายจัดการ
- การพัฒนาศักยภาพกรรมการอย่างต่อเนื่อง
- การประเมินรายบุคคล (Individual Director Assessment) มุ่งเน้นความรับผิดชอบส่วนบุคคล (Accountability) และการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผล ได้แก่
- คุณสมบัติ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ
- ความพร้อมและการอุทิศเวลา
- การมีส่วนร่วมในการอภิปรายและตัดสินใจ
- ความเป็นอิสระทางความคิด
- การทำงานร่วมกับกรรมการและฝ่ายจัดการ
- การประเมินคณะกรรมการชุดย่อย (Sub-Committee Evaluation) ครอบคลุมคณะกรรมการทุกชุด โดยประเมินความเหมาะสมของ
- โครงสร้างและองค์ประกอบ
- ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Charter Alignment)
- ประสิทธิภาพการประชุม
- คุณภาพการรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนคุณภาพโครงสร้างการกำกับดูแลตามเกณฑ์ CGR
- การประเมินผลการปฏิบัติงานของ CEO คณะกรรมการบริษัทดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานของ CEO เป็นประจำทุกปี ครอบคลุม 10 ด้านหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำ การกำหนดและขับเคลื่อนกลยุทธ์ ผลการดำเนินงานทางการเงิน การบริหารทรัพยากรบุคคล ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย และการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง โดยการประเมินดังกล่าวสะท้อนบทบาทของคณะกรรมการในการกำกับดูแลและติดตามผลการบริหารงาน (Monitoring of Management Performance) ตามหลัก CG Code
หลักเกณฑ์การให้คะแนนและความโปร่งใส บริษัทฯ ใช้ระบบการให้คะแนนแบบ 0–4 และคำนวณผลเป็นร้อยละของคะแนนเต็ม โดยกำหนดระดับผลประเมินอย่างชัดเจน ตั้งแต่ “ดีเยี่ยม” ถึง “ควรปรับปรุง” เพื่อให้สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม (Measurable and Comparable)
- เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 90 = ดีเยี่ยม
- เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 80 = ดีมาก
- เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 70 = ดี
- เท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 60 = พอใช้
- ต่ำกว่าร้อยละ 60 = ควรปรับปรุง
กระบวนการประเมิน ดำเนินการโดยส่วนงานเลขานุการบริษัท ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานผลต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณานำไปปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยผลการประเมินประจำปีได้นำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568
การนำผลประเมินไปใช้ บริษัทฯ นำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการ
- พัฒนาองค์ประกอบและทักษะของคณะกรรมการ
- ทบทวนบทบาทหน้าที่ และกระบวนการประชุม
- พัฒนาการกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีและเกณฑ์การประเมิน CGR อย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 ผลการประเมินของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการชุดย่อย และ CEO สรุปได้ ดังนี้
การประเมินการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการบริษัท (ทั้งคณะ)
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการบริษัท (รายบุคคล)
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการตรวจสอบ
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการสรรหา
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการบรรษัทภิบาล
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
คณะกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
กรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO)
ผลการประเมิน (ร้อยละ)
Sustainability Management Structure
The company has announced the “Corporate Sustainability Development Policy” and established a sustainability management structure. The Board of Directors has assigned the Sustainability Development Committee to be responsible for setting the direction, policies, strategies, goals, and plans for the company’s sustainability development. This includes identifying risks and opportunities related to sustainability, overseeing, auditing, and monitoring the company’s climate change management activities. Additionally, the committee is tasked with defining, reviewing, and improving relevant policies and/or practices, managing climate-related risks, and appointing a sustainability working group to collaborate with the Corporate Sustainability Development Department. This ensures that operations align with the company’s vision and effectively achieve the established sustainability goals.

จรรยาบรรณธุรกิจ
บริษัทฯ กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมองค์กร ตลอดจนจรรยาบรรณเป็นแนวทางสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ยึดหลักนิติธรรม มีความโปร่งใส และความมีคุณธรรม ให้ความสำคัญต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า มีความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และยังคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทได้จัดให้มีการทบทวนปรับปรุงเป็นประจำทุกปี และยังมีการสื่อสารผ่านการอบรมเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้มีความตระหนัก
การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลองค์กรให้มีการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการบรรษัทภิบาล ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันและติดตามการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้มีแนวทางในการปฏิบัติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน ดังนี้
- บริษัทฯ มีการทบทวนนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและ สื่อสารนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับกรรมการ ผู้บริหารและ พนักงานผ่านทางอีเมล์ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านระบบ Intranet ของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ กำหนดให้มีการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเป็นประจำทุกปี เพื่อให้นโยบายดังกล่าวมีเนื้อหาครบถ้วนและ ครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าอำนวยความสะดวก การให้ความช่วยเหลือทางการเมือง การบริจาคเพื่อการกุศล โดยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว ครอบคลุมถึงบริษัทในเครือ
- บริษัทฯ มีการจัดอบรมให้แก่กรรมการ ผู้บริหารและ พนักงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านทางหลักสูตร “การกำกับดูแลกิจการที่ดี” โดยกำหนดเป้าหมายให้พนักงานต้องได้รับการอบรมร้อยละ 100 และ กำหนดให้กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่เข้าฝึกอบรมต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ อย่างน้อยร้อยละ 70 ซึ่งในปี 2568 มีกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานผ่านการฝึกอบรมร้อยละ 100 ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกฝังให้ทุกคนในองค์กร มีการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ในหลักสูตร ยังรวมถึง นโยบายเกี่ยวกับการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ นโยบายการใช้ข้อมูลภายใน แนวทางการรับของขวัญ การรับเรื่องร้องเรียนและการให้ความคุ้มครองในการแจ้งเรื่องร้องเรียน เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
- บริษัทฯ ผ่านการรับรองเป็นสมาชิกในโครงการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption หรือ CAC) ในปี 2561 และได้ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ CAC Change Agent และได้รับรางวัล CAC Change Agent Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายธุรกิจโปร่งใสไปยังบริษัทคู่ค้า โดยการสนับสนุนให้คู่ค้าเข้าเป็นแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชัน เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนของกลุ่มบริษัทศรีตรัง

- บริษัทฯ ได้ประกาศงดรับของขวัญ (No Gift Policy) ในช่วงเทศกาลปีใหม่และในโอกาสอื่นใด ผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.sritranggroup.com และช่องทางการสื่อสารภายในและภายนอก เช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ติดตั้งตามจุดต่างๆ ทุกโรงงาน บนระบบ Intranet เพื่อแสดงเจตจำนงและสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งคู่ค้า ลูกค้า รวมทั้งบริษัทในเครือและบุคคลภายนอกทราบอย่างต่อเนื่อง

- บริษัทฯ จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงจากกรณีทุจริตทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยวิเคราะห์ความเสี่ยงจากกรณีทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมีการกำหนดระดับความสำคัญของความเสี่ยงเพื่อจัดทำมาตรการจัดการที่เหมาะสม และมีการรายงานผลการดำเนินงานให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องรับทราบ
- บริษัทฯ จัดให้มีการตรวจสอบภายในเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดขึ้นช่วยให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ รวมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามข้อกำหนด กฎระเบียบ จรรยาบรรณการประกอบธุรกิจ และครอบคลุมถึงการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยกำหนดให้ฝ่ายตรวจสอบภายในซึ่งมีความเป็นอิสระและดำเนินงานขึ้นตรงกับคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว เพื่อให้คำแนะนำในการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ปราศจากการทุจริต และเป็นไปตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี
การปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างชัดเจน และกำหนดให้พนักงานทุกระดับต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
อ้างอิงตามข้อมูลการแจ้งเบาะแส ในปี 2568 ตรวจสอบแล้วไม่พบการไม่ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
การปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
| หัวข้อ | ปี 2568 | หน่วย |
|---|---|---|
| พนักงานที่ถูกลงโทษทางวินัยเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น | 0 | คน |
| พนักงานที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น | 0 | คน |
| ค่าใช้จ่าย ค่าปรับ หรือบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น | 0 | บาท |
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีระบบบริหารจัดการด้านการต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ และพนักงานทุกคนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมทางธุรกิจอย่างเคร่งครัด
การแจ้งเบาะแส
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำรงไว้ซึ่งการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคาดหวังให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสามารถรายงานถึงเหตุการณ์ที่อาจขัดต่อหลักการดังกล่าว เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ดังนั้น บริษัทฯ จึงกำหนดให้มีนโยบายการรับเรื่องร้องเรียนและการให้ความคุ้มครอง เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม การปฏิบัติที่ขัดหรือสงสัยว่าจะขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด จริยธรรมและจรรยาบรรณการประกอบธุรกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงรายงานทางการเงินที่ไม่ถูกต้อง หรือระบบการควบคุมภายในที่บกพร่อง อันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนที่กระทำไปโดยความสุจริต
ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียน
การแจ้งข้อร้องเรียนสามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่อไปนี้
ช่องทางที่
ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ หรือยื่นส่งโดยตรงที่ เลขานุการบริษัท บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ห้องเลขที่ 1701,1707-1712 ชั้น 17 เลขที่ 57 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ช่องทางที่
แจ้งเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข
Telephone number:
+66 2207 4590
ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) ได้ที่
E-mail Address:
corporatesecretary@sritranggroup.com
ช่องทางที่
ผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นได้โดยตรง
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการประชาสัมพันธ์ช่องทางร้องเรียนดังกล่าว ให้กับพนักงานได้รับทราบผ่านช่องทางการอบรมและช่องทางการสื่อสารภายในบริษัทฯ ตลอดจนได้มีการเผยแพร่ช่องทางดังกล่าวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียภายนอกได้ทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ อีกด้วย
การให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเรื่องร้องเรียนหรือผู้แจ้ง เบาะแส พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องเรียนที่มีเจตนาสุจริต บริษัทฯ โดยผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับข้อร้องเรียนของกลุ่มบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้ร้องเรียน และผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ รวมทั้งผู้ร้องเรียนจะได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม เช่น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ตำแหน่ง หรือข่มขู่ เลิกจ้าง หรือการปฏิบัติอื่นใดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องเรียน ก่อนดำเนินการตามนโยบายนี้จนเสร็จสมบูรณ์ แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้กลุ่มบริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจก็ตาม
บุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับทราบเรื่องหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนจะต้องรักษาข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ และไม่เปิดเผย ต่อบุคคลอื่น เว้นแต่กรณีจำเป็นต้องเปิดเผยตามข้อกำหนดของกฎหมาย หากมีการจงใจฝ่าฝืนนำข้อมูลเปิดเผยกลุ่มบริษัทจะดำเนินการลงโทษตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่มบริษัท และ/หรือ ดำเนินการทางกฎหมายแล้วแต่กรณี
ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง บริษัทมีเรื่องร้องเรียนจากช่องทางดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
| ประเภทเรื่องร้องเรียน | จำนวนเรื่องร้องเรียน | ||
|---|---|---|---|
| ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 | |
1. การกระทำผิดจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ
|
4 | - | 1 |
| 2. คอร์รัปชั่น หรือ การฉ้อโกง | 5 | 1 | 8 |
| 3. ผลิตภัณฑ์และบริการ | 7 | 3 | 1 |
| 4. เรื่องอื่นๆ | 3 | 8 | - |
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีการติดตามเรื่องร้องเรียนตามขั้นตอนการรับเรื่องร้องเรียน และไม่พบข้อร้องเรียนที่เป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณ หรือการไม่ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบให้ความสำคัญต่อนโนบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเน้นการสร้างจิตสำนึกที่ดีค่านิยมที่ถูกต้อง และกำหนดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่หลากหลาย รัดกุม และมีประสิทธิภาพรวมถึงส่งเสริมกระบวนการปรับปรุงเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ และข้อร้องเรียนทุกประเภทจะต้องได้รับการตอบสนองในเบื้องต้นอย่างทันท่วงทีเพื่อแสดงถึงความตระหนักในการจัดการอย่างจริงจังของบริษัท
(https://www.sritranggroup.com/th/cg/good-cg/whistle-blowing)

การบริหารความเสี่ยงองค์กร
นโยบายการบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ด้วยสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงจากภัยธรรมชาติที่รวดเร็วและรุนแรงในปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบรรลุเป้าหมายการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจนับเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยในการจัดการวางแผนรองรับความไม่แน่นอนทางธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายขององค์กรทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ ตลอดจนสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือต่อผู้มีส่วนได้เสีย
นโยบายบริหารความเสี่ยง นโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจบริษัทฯ มีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ (Board of Director) ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของบริษัท และแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee: RMC) :ซึ่งมีคณะกรรมการบริษัทฯเป็นประธานทำหน้าที่กำหนด ทบทวนนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติภายในกลุ่มบริษัท รวมถึงสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับองค์กร ระดับฝ่ายงาน และระดับโครงการ มีคณะทำงานด้านความเสี่ยง (Risk Working Group: RWG) ประกอบด้วยผู้บริหารจากกลุ่มงานต่างๆ ติดตามการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย วัตถุประสงค์ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีฝ่ายบริหารความเสี่ยงซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระไม่อยู่ภายใต้สายงานธุรกิจ และผู้รับผิดชอบสูงสุดในระดับปฏิบัติการด้านการบริหารความเสี่ยงไม่เป็นคนเดียวกับผู้รับผิดชอบสูงในระดับปฏิบัติการด้านการตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐาน วิเคราะห์ ติดตามการบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมและปลูกฝังให้พนักงานทุกคนในทุกระดับชั้นตระหนักเข้าใจในความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงและสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการโดยตรงและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานต่างๆบริษัทฯ จึงได้กำหนดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับกลุ่มธุรกิจ/สายงานหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ตัวอย่างเช่น
คณะกรรมการประสานรัฐกิจ (Regulatory Affair Committee) ทำหน้าที่พิจารณาควบคุม การบริหารจัดการ การสื่อสาร ตลอดจนแนวทางการพิจารณาให้ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยปราศจากข้อขัดแย้ง และปฏิบัติได้ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
คณะทำงานเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำหน้าที่จัดทำแผนงาน แนวปฏิบัติ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปฏิบัติได้สอดคล้องกับ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
คณะทำงานด้านการพัฒนาความยั่งยืน ทำหน้าที่จัดทำแผนงาน และกำกับดูแลให้บริษัทฯ มีการดำเนินงานตามนโยบายการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และการกำกับดูแลกิจการและเศรษฐกิจ (Governance & Economic)
บริษัทฯ ได้นำระบบการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล COSO ERM 2017 (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) และข้อกำหนดระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ISO 22301:2019 มาประยุกต์ใช้ควบคู่ไปกับมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการบริหารครอบคลุมปัจจัยความเสี่ยงหลักทั้ง 4 ด้าน อันได้แก่ ด้านกลยุทธ์ ด้านการปฏิบัติการ ด้านการเงิน และด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ความเสี่ยงด้าน ESG และความเสี่ยงจากโครงการลงทุน ที่บริษัทฯ พิจารณาว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของบริษัทฯ ในระยะสั้น (1-3ปี) ระยะปานกลาง (>3-5ปี) และระยะยาว (> 5ปี) โดยมีการใช้ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงเป็นเครื่องมือในการติดตาม ประเมินสถานะความเสี่ยงสำหรับการเตรียมการแผนรองรับได้อย่างทันเวลา และส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงด้วยการทบทวนข้อมูลความเสี่ยงอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง และทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงและแผนงานบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี มีการจัดทำสื่อการเรียนรู้และแบบทดสอบผ่านระบบ E-learning ให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าศึกษา ทบทวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงประจำปี โดยในปี 2568 ผู้บริหารและพนักงานทุกคนเข้าทำการศึกษาและผ่านแบบทดสอบครบถ้วน (100%) ดูรายละเอียดผลการดำเนินงานและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ที่ รายงานประจำปี 2568
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ที่ครอบคลุมการทำงานของหน่วยงานสำคัญของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมทุกโรงงานและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั่วประเทศ (ยางแท่ง ยางแผ่น น้ำยางข้น) รวมถึงวางแผนการซ้อมจากการประเมินโอกาสการเกิดภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ในการจัดการมีความพร้อมสามารถใช้งานได้จริง และรับทราบถึงข้อจำกัดต่างๆที่อาจเกิดขึ้นก่อนภัยพิบัติต่างๆจะเกิดขึ้นจริงซึ่งเป็นแผนรองรับที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องในยามที่เกิดสภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยในปี 2568 บริษัทฯมีการซ้อมแผน BCP จำนวน 8 โรงงาน และมีการดำเนินการตามแผน BCP จากเหตุการณ์น้ำท่วมและความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนทำให้บริษัทฯสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องไม่เกิดผลกระทบต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นนัยสำคัญ
ทั้งนี้ เป้าหมายในด้านการบริหารความเสี่ยงในปี 2569 บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการความเสี่ยงมีความเพียงพอเหมาะสม ถูกนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และสามารถจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจตามที่กำหนดไว้ ตลอดจนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท เพื่อส่งมอบประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และกลุ่มบริษัท
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
-
ความผันผวนด้านราคาของยางธรรมชาติ
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: สินค้าโภคภัณฑ์โดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงยางธรรมชาติมักมีความผันผวนด้านราคาสูง ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ รวมทั้งบริษัทฯ ต่างก็มีข้อจำกัดในการกำหนดเวลาในการเก็บเกี่ยววัตถุดิบยางธรรมชาติซึ่งส่งผลต่อปริมาณและการผันผวนของราคาวัตถุดิบยางธรรมชาติ ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติที่จำหน่ายโดยบริษัทฯ ได้แก่ อุปสงค์และอุปทานของยางธรรมชาติ ราคาของน้ำมันดิบ พลังงาน และสารเคมีที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน และการเก็งกำไรของการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า (Commodity Future Exchange)
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
ผลกระทบ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้จากผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของบริษัทฯ ในรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 79
- การซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (Commodity Future Exchange) อาจทำให้ราคายางมีความอ่อนไหวจากการเก็งกำไรในตลาดดังกล่าวนอกเหนือไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ มีนโยบายในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนด้านราคาของยางธรรมชาติ ทั้งการจัดการกระบวนการได้มาของวัตถุดิบในเชิงปริมาณและราคา การขยายศูนย์รับซื้อวัตถุดิบและการผลิตไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก (Global source) อาทิ ไอวอรี่โคสต์ กอปรกับใช้สัญญาซื้อขายยางธรรมชาติในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบสินค้า ทั้งนี้ สัญญาดังกล่าวจะถูกตีราคาตามมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่รายงานในงบการเงิน นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้นำการบัญชีป้องกันความเสี่ยงในมูลค่ายุติธรรมมาถือปฏิบัติ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรม อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคายางธรรมชาติ (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน หมายเหตุประกอบงบข้อ 4.21 และ 36.1)
-
การเติบโตของความต้องการในการบริโภคยางธรรมชาติและถุงมือยางไม่เป็นไปตามคาดหมาย
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: เนื่องด้วยยางธรรมชาติและถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการในการบริโภคจากกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลายในแต่ละประเทศทั่วโลก ทำให้ปริมาณความต้องการในการบริโภคและการขยายตัวของตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภค ค่านิยม การเกิดขึ้นของสินค้าทดแทน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ การทดลอองเพื่อที่จะนำมาแทนยางธรรมชาติในกรณีที่ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น และการที่องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐและในบางประเทศ ประกาศห้ามใช้ถุงมือยางแบบมีแป้งในทางการแพทย์ เป็นต้น
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะปานกลาง ( > 3 - 5 ปี)
ผลกระทบ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้จากผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของบริษัทฯ ในรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 79
- อาจทำให้บริษัทฯ เสียเปรียบทางการแข่งขันและส่วนแบ่งการทางการตลาดในระยะยาว จากการไม่สามารถพัฒนาสินค้าได้ตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายและการเลือกใช้สินค้าทดแทน
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการในการบริโภคยางธรรมชาติและถุงมือยาง อย่างใกล้ชิด และได้เตรียมการในการบริหารความเสี่ยงให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ทั้งยางแท่ง ยางแผ่น และน้ำยางข้น ที่มีลักษณะการใช้งานตามความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อีกทั้ง บริษัทฯ มุ่งเน้นในการดำเนินธุรกิจยางธรรมชาติแบบครบวงจร เพื่อกระจายความเสี่ยงหากเกิดผลกระทบขึ้นต่อธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ในส่วนของผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง บริษัทฯ บริหารความเสี่ยงดังกล่าว โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตที่เครื่องจักรของบริษัทฯ บางส่วนสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นได้ทั้งถุงมือแบบมีแป้งและไม่มีแป้งตามความต้องการของลูกค้า ตลอดจนกลยุทธ์ในการทำการตลาด บริษัทฯ มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ซึ่งในแต่ละประเทศต่างมีค่านิยมในการบริโภคและกฎระเบียบก็แตกต่างกันไป ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนในการผลิตและการขายได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
-
การดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในต่างประเทศ
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: บริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในหลายประเทศ อาทิ ประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ไอวอรี่โคสต์ และสหรัฐอเมริกา ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศเหล่านี้ จากสถานการณ์ อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม การก่อความไม่สงบ ความขัดแย้งทางการทหาร การก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสภาวะด้านความปลอดภัยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ การเปลี่ยนแปลงภาษีนำเข้าและอัตราภาษีอื่นๆ ภัยธรรมชาติ ข้อกำหนดห้ามแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือห้ามการโยกย้ายเงินทุน หรือการเวนคืนหรือการยึดคืนกิจการของเอกชน หรือการยึดทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ของเอกชน เป็นต้น
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
ผลกระทบ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการดำเนินโครงการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
- อาจได้รับผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศที่ไปลงทุนทำให้ธุรกิจอาจหยุดชะงักหรือต้องปิดกิจการในประเทศดังกล่าว หรือส่งผลภาระผูกพันทางกฎหมาย
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ได้ทำการประเมินความเสี่ยง ติดตามการดำเนินงาน ผลประกอบการ สภาวะแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาส อุปสรรค และแนวทางในการดำเนินงานที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทฯ
-
การพึ่งพาผู้บริหารรายสำคัญ
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ คือความสามารถของบริษัทฯ ในการจัดหา พัฒนา และรักษาทีมผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยางธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาผู้บริหารหลักของบริษัทฯ รวมถึงพัฒนา และฝึกอบรมผู้บริหารใหม่ๆ หากสมาชิกทีมบริหารที่มีประสบการณ์ของบริษัทฯ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะทำงานในตำแหน่งหน้าที่ของตนต่อไปแล้ว บริษัทฯ อาจไม่สามารถหาบุคคลที่เหมาะสมมาทำงานแทนได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ นอกจากนี้ ขั้นตอนในการสรรหาผู้บริหารใหม่ ซึ่งมีความชำนาญและความสามารถตามที่บริษัทฯ ต้องการนั้นอาจใช้เวลานานและอาจต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่น
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
ผลกระทบ:
- บริษัทฯ อาจไม่สามารถสรรหาผู้ที่มีความสามารถ เพื่อมาสนับสนุนแผนการขยายกิจการของบริษัทฯ ได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ และผลการดำเนินงานของบริษัทฯอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้น เพื่อสรรหาและคัดกรองบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดให้มีกระบวนการด้านการบริหารงานบุคคลสำหรับตำแหน่งงานสำคัญขององค์กร (Succession Plan) ซึ่งรวมถึงการหมุนเวียนเปลี่ยนงาน (Job Rotation) อย่างเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะที่หลากหลาย เหมาะสมต่อการสืบทอดตำแหน่งงานที่สำคัญขององค์กรต่อไป เช่น การพัฒนาผู้นำตามหลักสูตร STA Development Program การสร้างระบบการประเมินผลงาน และค่าตอบแทนซึ่งรวมถึงสวัสดิการที่แข่งขันได้ ตลอดจนการสร้างระบบความก้าวหน้าทางสายอาชีพ เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ
-
โรงงานและกระบวนการผลิตหยุดชะงัก
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: เนื่องจากกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ต้องใช้ทรัพยากรที่จำเป็นจำนวนมาก เพื่อให้โรงงานผลิตสามารถดำเนินงานได้ หากมีภัยพิบัติทางธรรมชาติ อุบัติภัย โรคระบาดรุนแรง เหตุสุดวิสัย การขาดแคลนแรงงาน วัตถุดิบ และส่วนของสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา ระบบบำบัดน้ำ หรือไฟฟ้า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเหตุวิบัติอื่นใดที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์หรือตามธรรมชาติ และเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ อาจนำไปสู่ความขัดข้องหรือการหยุดชะงักที่สำคัญในกระบวนการผลิต
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะสั้น ( 1 - 3 ปี)
ผลกระทบ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 บริษัทฯได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 5 แห่ง มีมูลค่าความเสียหายทางการเงิน ทรัพย์สิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ ตามประเมินมูลค่าประมาณเบื้องต้น 80-90 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีการเรียกค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกันภัยทำให้ไม่ส่งผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ได้จัดให้มีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ที่ครอบคลุมการทำงานของหน่วยงานสำคัญของบริษัทฯ ซึ่งเป็นแผนรองรับที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องในยามที่เกิดสภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจขึ้น ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำแผนความต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการรับมือกับสภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแผนดังกล่าวจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินการทุกอย่างได้เหมือนกับในสถานการณ์ปกติ แต่จะต้องมีความเพียงพอให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และเกิดความเสียหายน้อยที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำการประกันการเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industrials All Risks Insurance) เพื่อลด บรรเทาความสูญเสีย และ/หรือ ความเสียหาย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้น อันมิอาจคาดหมาย หรือป้องกันได้ รวมถึงการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance) เพื่อลด บรรเทาความสูญเสีย และ/หรือ ความเสียหายจากการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจ ด้วยเช่นกัน
-
ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk)
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อาทิ การใช้งานระบบ SAP การนำแอปพลิเคชัน “SRI TRANG FRIENDS” มาใช้อำนวยความสะดวกในการรับซื้อยางธรรมชาติจากคู่ค้าทั่วประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ อุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย (Internet of Things: IoT) ในกระบวนการดำเนินงานและการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาทิ ความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ความไม่ถูกต้องหรือความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลด้วย AI ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย รวมถึงเหตุขัดข้องของระบบที่อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจไม่ต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของบริษัทฯ ได้ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อ ความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และความพร้อมใช้งาน (Availability) ของข้อมูลและระบบสารสนเทศของบริษัทฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงแนวปฏิบัติตามมาตรฐาน
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะปานกลาง ( > 3 - 5 ปี)
ผลกระทบ:
- อาจเกิดการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจจากถูกโจมตีทางไซเบอร์ ระบบขัดข้อง หรือข้อมูลสำคัญรั่วไหล ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ ไม่พบเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือการรั่วไหลของข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถบริหารจัดการและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องได้ตามแผนและกรอบการบริหารจัดการที่กำหนดไว้
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การประเมินและป้องกันความเสี่ยง (Identify / Protect) ได้จัดให้มีนโยบายในการบริหารและจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ โดยสื่อสารผ่าน intranet ให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนรับทราบและปฏิบัติ และ การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) และการตรวจสอบช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) 2) การตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ (Detect / Respond) โดยการติดตาม ตรวจสอบ และแจ้งเตือนพฤติกรรมทางไซเบอร์ที่ผิดปกติ และระบบการบริหารจัดการเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Incident Management) 3) การฟื้นฟูและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Recover) มีระบบการสำรองข้อมูล (DR Site) และแผนฉุกเฉิน (Disaster Recovery Plan) รวมถึงการซ้อมแผนอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านทาง E-mail ประชาสัมพันธ์ และการอบรมให้ความรู้ประจำปี เพื่อปลูกฝังให้พนักงานมีความระมัดระวังการใช้ระบบสารสนเทศมากขึ้น
ความเสี่ยงด้านการเงิน
-
(1) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: แม้ว่าสกุลเงินที่ใช้ในการรายงานทางการเงินของบริษัทฯ จะเป็นสกุลเงินบาท การซื้อวัตถุดิบเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของบริษัทฯ จะเป็นเงินบาทและรูเปียห์ ส่วนการซื้อวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางมีทั้งสกุลเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ แต่ทว่ารายได้จากการส่งออกของบริษัทฯ ส่วนใหญ่นั้น อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 73.7 ของรายได้ทั้งหมด และสกุลเงินบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22.9 ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาท รูเปียห์ ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเงินตราสกุลอื่นๆ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ นอกจากนี้ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาท รูเปียห์ และริงกิต อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของบริษัทฯ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตยางธรรมชาติ และผู้ผลิตถุงมือยางรายอื่นๆ จากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซียด้วยเช่นกัน
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะสั้น ( 1 - 3 ปี)
ผลกระทบ:
- อาจเกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าต่างปะเทศของบริษัทฯ ในรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 73.4
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ มีนโยบายในการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยใช้ตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ในสกุลเงินอื่นที่มิใช่เงินบาท ทั้งนี้ ตราสารอนุพันธ์ทางการเงินดังกล่าวจะถูกตีราคาตามมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่รายงานในงบการเงิน นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้นำการบัญชีป้องกันความเสี่ยงในกระแสเงินสดมาถือปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรม อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน หมายเหตุประกอบงบข้อ 4.21 และ 36.1)
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
-
ความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมาย และการทุจริตคอร์รัปชั่น
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้บริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบในหลายประเทศ ดังนั้น การไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบ รวมทั้งนโยบายของแต่ละประเทศเพียงบางส่วน ตลอดจนการทุจริตภายในบริษัทฯ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ และนำมาซึ่งการได้รับการลงโทษและถูกปรับหรือสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ โดยกระบวนการทางกฎหมายอาจต้องใช้เวลายืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้ง มีความเป็นไปได้ที่กฎระเบียบเหล่านี้ และ/หรือ แนวปฏิบัติทางสังคม อาจจะมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอนาคต
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
ผลกระทบ:
- อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ภาพลักษณ์และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ หากกลุ่มบริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ โดยในปี 2568 ไม่พบประเด็นที่เป็นนัยสำคัญที่เกี่ยวกับเหตุทุจริตคอร์รัปชันต่อผลการดำเนินงาน
- อาจเกิดค่าใช้จ่าย หรือค่าปรับที่มีมูลค่าสูงมาก หรือส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ จัดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ติดตาม ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงมีการประเมินติดตามความเสี่ยงเกี่ยวกับการทุจริตขององค์กร เพื่อทำการวิเคราะห์ผลกระทบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ และรายงานให้ฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบเพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับข้อกฎหมายที่กำหนด อีกทั้ง บริษัทฯ ได้มีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อดูแลกำกับกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดทำคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจ การกำหนดนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน และกระบวนการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแส ตลอดจนการตรวจประเมินความสอดคล้องทางกฎหมายและข้อกำหนดประจำปีโดยหน่วยงานส่วนกลาง เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆอย่างครบถ้วน
-
การแทรกแซงของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ในช่วงสถานการณ์ราคายางที่อยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการออกมาตรการแทรกแซงด้านอุปทาน เช่น การลดปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ การรับซื้อยางและผลิตผ่านพันธมิตร เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ อย่างไรก็ดี ผลจากการดำเนินนโยบายอาจส่งผลให้ราคายางธรรมชาติในประเทศปรับตัวในทิศทางที่อาจไม่สอดคล้องกับราคาในตลาดโลกอย่างเต็มที่ หรืออาจทำให้ปริมาณการขายยางธรรมชาติของบริษัทฯ ไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุน รายได้ และผลกำไรของผู้ส่งออกยางธรรมชาติในประเทศไทย
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะสั้น ( 1 - 3 ปี)
ผลกระทบ:
- หากบริษัทฯ ไม่สามารถบริหารต้นทุนวัตถุดิบ และราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: เมื่อมีการแทรกแซงจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ พยายามบริหารธุรกิจอย่างเหมาะสมที่สุดภายใต้แต่ละช่วงสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งการที่บริษัทฯ มีโรงงานเป็นจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ได้ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงรักษาศักยภาพทางธุรกิจและการแข่งขันได้
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
-
การบริหารจัดการน้ำใช้ และการบำบัดน้ำเสีย
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทำให้เกิดความเสี่ยงทางกายภาพแบบฉับพลัน (Acute Risk) ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการจัดการน้ำใช้ จากการที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ฝนไม่ตกในพื้นที่ต้นน้ำ ปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนลดลงกลายเป็นภัยแล้งในที่สุด ทําให้เกิดความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในโรงงานและชุมชนใกล้เคียง หากบริษัทฯ ขาดกระบวนการบริหารจัดการการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องเพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้งาน หรือขาดกระบวนการติดตาม ตรวจสอบทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพย่อมมีโอกาสทำให้โรงงานตกอยู่ในสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ หรือเป็นพื้นที่ที่มีความเครียดน้ำสูง (Water-stress areas)
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะสั้น (1 – 3 ปี)
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านสิ่งแวดล้อม/ ด้านปฏิบัติงาน
ผลกระทบ:
- การดำเนินธุรกิจอาจหยุดชะงักจากภัยแล้ง และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจผลกระทบในทางลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความเครียดน้ำระดับสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 21 ของพื้นที่ดำเนินการผลิตทั้งหมด แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ มีการจัดตั้งคณะทำงานทำหน้าที่ติดตามและรายงานสถานการณ์ปริมาณการใช้และการจัดเก็บน้ำภายในโรงงานประจำเดือน โดยการทบทวนสำรวจพื้นที่ผังแหล่งกักเก็บน้ำ การสำรวจแหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำรีไซเคิล เพื่อกำหนดจุดวิกฤตและแผนรองรับของการใช้น้ำของแต่ละโรงงาน พร้อมทั้งมีกระบวนการบำบัดน้ำนำกลับเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ภายในปี 2569 บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณการใช้น้ำร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565 และบริษัทฯ มีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์การจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมให้พนักงานรู้และตระหนักในการรักษ์น้ำ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำและบริหารจัดการน้ำจากทุกแหล่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามประสิทธิภาพการดำเนินงานโรงงานต้นแบบพัฒนาระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นภายใต้ “โครงการอุตสาหกรรมเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น” ของกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พื้นที่ว่างภายในโรงงานสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งรองรับน้ำฝนและเติมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินระดับตื้น
-
การบริหารจัดการพลังงาน และการใช้พลังงานทดแทน
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: พลังงาน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจและจัดเป็นต้นทุนที่สำคัญต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในขณะเดียวกันการใช้พลังงานย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกายภาพอย่างต่อเนื่องต่อสิ่งแวดล้อม (Chronic Risk) จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต หากบริษัทฯ ขาดการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการพลังงานและการเลือกใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม รวมถึงการศึกษาพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและดำเนินงานของบริษัทฯ อาจทำให้บริษัทฯ เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น และเป็นการดำเนินธุรกิจที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบกับสิ่งแวดล้อม
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านสิ่งแวดล้อม / ด้านการเงิน
ผลกระทบ:
- บริษัทฯ อาจเสียเปรียบทางการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง
- การดำเนินธุรกิจอาจหยุดชะงักจากสถานการณ์พลังงานไม่เพียงพอเนื่องจากมีการพึ่งพาพลังงานหลักมากเกินไป
- บริษัทฯ อาจสูญเสียภาพลักษณ์จากการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการต่อยอดธุรกิจด้วยนวัตกรรมสีเขียวด้านพลังงาน
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ มีการศึกษา พัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้การใช้พลังงานที่กำหนดอย่างเหมาะสม หรือการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องจักรให้เป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ การนำเครื่องเติมอากาศชนิด Turbo Blower ของระบบบำบัดน้ำเสีย มาทดแทนเครื่องเติมอากาศจากเดิมที่เป็นชนิด Root Blower ทำให้ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพในการบำบัดเสียได้ดียิ่งขึ้น และบริษัท ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) และบนพื้นดิน (Solar farm) เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทมีการลงทุนงบประมาณด้านพลังงานสะอาดมูลค่ารวมประมาณ 115 ล้านบาท
-
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกฎระเบียบมาตรฐาน และเป้าหมายความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบกะทันหันที่เกิดจากภาวะโลกร้อน (Climate-Related Risk) เป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ใน 2 มิติ คือ
- ความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical Risk) แบ่งเป็นแบบเฉียบพลัน เช่น พายุ น้ำท่วม ไฟไหม้ และแบบเรื้อรัง เช่น ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูงผิดปกติหรือฝนไม่ตกตรงตามฤดู คลื่นความร้อนหรืออุณภูมิสูงขึ้นกระทบต่อการเพราะปลูกยาง เป็นต้น
- ความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎเกณฑ์ หรือระเบียบมาตรฐานใหม่นำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผลักดันพฤติกรรมการบริโภคและการผลิตให้มีความใส่ใจเรื่องดังกล่าวมายิ่งขึ้น รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นการลดการปล่อยของเสียและก๊าซเรือนกระจก บริษัทฯ จึงต้องกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการผลิตที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในอนาคต
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
- แหล่งที่มา: ปัจจัยทางธรรมชาติ
- ประเภทปัจจัยเสี่ยง: สิ่งแวดล้อม
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านสิ่งแวดล้อม/ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน
ผลกระทบต่อธุรกิจ:
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของธุรกิจและกิจกรรมสำคัญของบริษัทฯ และอาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเงิน ทรัพย์สินและความปลอดภัยของพนักงาน ในปี 2568 บริษัทฯได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 5 แห่ง มีมูลค่าความเสียหายทางการเงิน ทรัพย์สิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ ตามประเมินมูลค่าประมาณเบื้องต้น 80-90 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีการเรียกค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกันภัยทำให้ไม่ส่งผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ
- ต้นทุนดำเนินงานของบริษัทอาจเพิ่มสูงขึ้นจากการพัฒนาและความพยายามในการลดการปล่อยมลพิษ การบริหารจัดการน้ำ การใช้พลังงานทดแทน หรือการผลิตสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ เช่น การประกาศใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ของสหภาพยุโรป
- บริษัทฯ อาจสูญเสียภาพลักษณ์หรือได้รับบทลงโทษจากการดำเนินธุรกิจที่สนับสนุนการเพาะปลูกที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผิดกฎหมายของพันธมิตรทางธุรกิจ
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์: บริษัทฯ มีการติดตามความผันผวนจากสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ และมีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวทางธุรกิจ (Sensitivity Analysis) โดยพิจารณาจากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งทางด้านการเงิน (Finance) และไม่ใช่ด้านการเงิน (Non-Finance) ผ่านแบบจำลอง เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงของค่าตัวแปรหรือองค์ประกอบในการวิเคราะห์ และกำหนดแผนกลยุทธ์ในการรับมือโดยให้มีการติดตามและทบทวนสถานการณ์และปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.sritranggroup.com/th/investor-relations/financial-information/sensitivity-analysis-summary
มาตรการจัดการความเสี่ยงและโอกาส: บริษัทฯ ได้วิเคราะห์แนวทางการป้องกันผลกระทบและกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอุณหภูมิแบบสุดขั้ว เพื่อลดผลกระทบในด้านต่างๆ ไว้ ดังนี้
ความเสี่ยงทางกายภาพ
- บริษัทมีการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งอาจเกิดขึ้นกับโรงงานครอบคลุมในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัททั่วประเทศ (ยางแท่ง ยางแผ่น น้ำยางข้น) รวมถึงวางแผนการซ้อมจากการประเมินโอกาสการเกิดภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ในการจัดการมีความพร้อมสามารถใช้งานได้จริง และรับทราบถึงข้อจำกัดต่างๆที่อาจเกิดขึ้นก่อนภัยพิบัติต่างๆจะเกิดขึ้นจริง
- บริษัทมีการกำหนดงบประมาณและดำเนินการในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อเตรียมรับมือจากกรณีการขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิตหากเกิดภัยแล้ง และการบริหารจัดการป้องกันเหตุอุทกภัยในพื้นที่จุดเสี่ยง อาทิ การพัฒนาระบบบ่อบำบัดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำภายในโรงงาน โครงการติดตังปั๊มตะกอนดินสำหรับเพิ่มพื้นที่รับนำ การติดตั้งประตูระบายน้ำและขุดลอกทางระบายน้ำ และการทำคันกั้นน้ำ เป็นต้น โดยปี 2568 บริษัทฯ มีการใช้งบประมาณสำหรับโครงการการบริหารจัดการน้ำรวมประมาณ 7 ล้านบาท
ความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน
(1) ด้านกฎหมาย กฎระเบียบและนโยบาย
- กำหนดนโยบายและกรอบการดำเนินงาน ตลอดจนสนับสนุนการลงทุนในโครงการคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมาย
- ติดตามผลการดำเนินงาน ทบทวนกลยุทธ์เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับปรุงการดำเนินการให้สอดคล้องตามนโยบาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
- การจัดทำ Carbon Footprint หาแหล่งกำเนิดที่มีนัยสำคัญ และดำเนินมาตรการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ เช่น การบริหารจัดการพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
(2) ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
- บริษัทมีฝ่ายงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ทำงานร่วมกับสายงานธุรกิจ (Business Unite) และฝ่ายนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศึกษาพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานและการบริหารจัดการของเสีย รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ระบบบริหารจัดการควบคุมไลน์การผลิตเพิ่มผลิตภาพ (Sri Trang AI Machine) การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต (Robot & Automation) การนำแอพพลิเคชันมาใช้ในกระบวนการซื้อขาย (Sri Trang Digital Products) การปรับสภาพคุณภาพน้ำและกลิ่นด้วยกระบวนการชีวภาพ (Serum Closed Loop) และระบบควบคุมความเสถียรของอุณภูมิเตาเผาเพื่อประหยัดพลังงาน เป็นต้น
(3) ด้านการตลาดและความต้องการของลูกค้า
- พัฒนากระบวนการสรรหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากการประกาศใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ของสหภาพยุโรป
(4) ด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์
- การเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) จัดตั้งโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และการเข้าร่วมโครงการขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) TGO เช่น T-VER และLESS การได้รับรอง Forest Stewardship Council (FSCTM ) การจัดทำมาตรการลดความเสี่ยงที่ต้นน้ำจากผลประเมิน Rubber Way Risk Mapping และการเข้าเป็นสมาชิกของ The Global Platform for Sustainable Natural Rubber (GPSNR) เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านการพัฒนาความยั่งยืน
การวิเคราะห์โอกาส: บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตใหม่ๆ ภายใต้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานด้วยต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการดำเนินธุรกิจต้นน้ำที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้/ดูดกลับ หรือคาร์บอนเครดิต ซึ่งทั้งบริษัทและผู้ประกอบการที่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเป้าหมายที่กำหนดยังมีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไป
ความเสี่ยงด้านสังคม
-
การดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: เนื่องด้วยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจการผลิตที่อาจมีประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย อาจทำให้ได้รับการร้องเรียนจากชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็น อาทิ การบริหารจัดการของเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิต การบริหารจัดการมลภาวะทางด้านน้ำ อากาศ กลิ่น ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในประเด็นการทำลายระบบนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพ การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนรอบด้าน การเลือกปฏิบัติและการสร้างความเหลื่อมล้ำ การสร้างอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ซึ่งในอนาคตกฎระเบียบ และ/หรือ แนวปฏิบัติทางสังคม อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะปานกลาง ( > 3 - 5 ปี)
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านสังคม /ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
ผลกระทบ:
- อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ การจ่ายค่าเสียหาย/ค่าปรับ หรือการหยุดหรือเลิกการประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ไม่ได้รับการร้องเรียนหรือบทลงโทษจากกรณีการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม อย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมผ่านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 โดยทำการวิเคราะห์บริบทองค์กรรวมถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพิจารณาระบุและประเมินความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ โดยผลจากการประเมินความเสี่ยงสามารถแบ่งออกเป็น
- การบริหารจัดการทรัพยากรและการควบคุมมลพิษ โดยมุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำโดยใช้น้ำหมุนเวียนในกระบวนการผลิตยางแท่ง 100% การนำชีวมวล (Biomass) เป็นพลังงานเชื้อเพลิง และไม่รับไม้ที่ผิดกฎหมายทุกชนิดมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล และมีการใช้เครื่องมือ Integrated Biodiversity Assessment Tool (IBAT) ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพครอบคลุมพื้นที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ รวมไปถึงมาตรการการควบคุมและป้องกันมลพิษผ่านทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความแม่นยำและการตรวจสอบสถานะของระบบบำบัดมลพิษผ่านทางระบบออนไลน์ที่สามารถตรวจสอบติดตามได้ตลอดเวลา (Real Time)
- การปฏิบัติให้สอดคล้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ กำหนดมาตรการในการจัดการความเสี่ยง อาทิ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (Procedure) เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการกำหนดให้กลุ่มบริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย/กฎระเบียบทั้งภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้องผ่านทางคู่มือปฏิบัติงานและการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยบริษัทฯ ได้มีการกำกับดูแลการปฏิบัติตามคู่มือผ่านทางกลไกในการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) รวมถึงการติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ อย่างใกล้ชิด
- กำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการข้อร้องเรียนจากลูกค้า ชุมชน พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านช่องทางการรับแจ้งเรื่องร้องเรียน (Whistleblowing) รวมถึงดำเนินโครงการด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม ด้านการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ ด้านสุขภาพอนามัย ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ด้อยโอกาส และด้านส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการ
-
(1) การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: บริษัทฯ เป็นผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแปรรูป (Midstream) ที่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งต้องดำเนินงานร่วมกันกับคู่ค้าภายนอกจำนวนมาก การดำเนินธุรกิจจึงจำเป็นต้องพึ่งพาและให้ความสำคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ (Upstream) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อความต่อเนื่องในการส่งมอบวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้ง ยางแผ่นดิบ ยางก้อนถ้วน และน้ำยางสด หากบริษัทฯ ขาดกระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาทิ มีการพึ่งพาผู้ค้าวัตุดิบยางรายใหญ่ หรือรายเดียว การร่วมธุรกิจและการเพาะปลูกที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและละเมิดต่อกฎหมาย เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) หรือเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ระหว่างผู้ค้าวัตุดิบและตัวแทนบริษัทฯ รวมถึงการไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการค้าของลูกค้า (Downstream) ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ หรือกฎระเบียบ ย่อมทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสี่ยงในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่สูงมากขึ้น
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะปานกลาง ( > 3 - 5 ปี)
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านการกำกับดูแล/ ด้านการเงิน
ผลกระทบ:
- ต้นน้ำ (Upstream): ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการขาดแคลนวัตถุดิบยางพาราประเภทต่างๆ
- กลางน้ำ (Midstream): บริษัทฯ อาจสูญเสียภาพลักษณ์หรือได้รับบทลงโทษจากการดำเนินธุรกิจที่สนับสนุนการเพาะปลูกที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผิดกฎหมายของพันธมิตรทางธุรกิจ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและชุมชน
- ปลายน้ำ (Downstream): ลูกค้าอาจปฏิเสธไม่ซื้อสินค้าที่พบว่ามีความเสี่ยงหรือไม่สอดคล้องกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR)
แนวทางการบริหารความเสี่ยง: บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดรูปแบบธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์หลักที่หลากหลาย ได้แก่ ยางแท่ง ยางแผ่น น้ำยางข้น และถุงมือยาง ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากแหล่งที่มาของรายได้และการกระจุกตัวของกลุ่มลูกค้า โดยในปี 2568 ไม่มีลูกค้ารายใดรายหนึ่งที่เป็นบุคคลภายนอกมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 7 ของปริมาณการขายยางธรรมชาติ และมากกว่าร้อยละ 7 ของปริมาณการขายถุงมือยางของบริษัทฯ นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ บริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการสร้างเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบและตั้งโรงงานการผลิตกระจายอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตลอดจนการขยายศูนย์รับซื้อวัตถุดิบและการผลิตไปยังภูมิภาคต่างๆของโลก (Global source) อาทิ แอฟริกา อินโดนีเซียและเมียนมา เพื่อให้การบริหารจัดการวัตถุดิบและกระบวนการผลิตมีความต่อเนื่อง รวมถึงมีการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ (SRM : Supplier Relationships Management) เพิ่มจำนวนผู้ค้าวัตถุดิบยางและควบคุมจำนวนการรับซื้อต่อรายเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือพึ่งพาผู้ค้ารายใหญ่รายเดียว อีกทั้ง ยังมีกระบวนการตรวจสอบภายในที่ควบคุมป้องกันกรณีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ค้าวัตุดิบและตัวแทนบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทฯยังสามารถสอบกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบยาง (Traceability) โดยการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อออกแบบและกำหนดมาตรการรองรับ อาทิ ระบบการตรวจสอบย้อนหลัง การติดตามกระบวนการ (Tracking) ของแต่ละผลิตภัณฑ์ และการเตรียมความพร้อมด้านการรายงานข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ และคู่ค้าที่ร่วมธุรกิจไม่ดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
-
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรม
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ปัจจุบันเรื่องของการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Disruptive Technology) และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่รวดเร็วกำลังเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น เนื่องจากทุกองค์กรชั้นนำต่างพัฒนาเทคโนโลยีฯ ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ยกระดับศักยภาพในการแข่งขันให้เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาดังกล่าวรวมถึงการพัฒนา รักษาคุณภาพสินค้า บริการ และความรู้ความสามารถของบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีฯ เริ่มมีบทบาทต่ออุตสาหกรรมยางธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการผลิตที่ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ถูกลงในระยะยาว เกิดการได้เปรียบทางการแข่งขันจากความสามารถในการตั้งราคาขายที่ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาด รวมถึงการลดใช้แรงงานทักษะต่ำที่สามารถทดแทนด้วยเทคโนโลยีฯซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีฯ ในการดำเนินงานของบริษัทฯยังคงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม เป็นสำคัญ
- ขอบเขตระยะเวลา: ระยะยาว ( > 5 ปี)
- ประเภทปัจจัยเสี่ยง: ด้านการกำกับดูแล ด้านการปฏิบัติงาน
- แหล่งที่มา: เทคโนโลยีและนวัตกรรม
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อธุรกิจ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการเสียเปรียบทางการแข่งขันด้านราคาจากการที่คู่แข่งในตลาดมีต้นทุนสินค้าที่ถูกกว่า
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์: บริษัทฯ ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตของอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและระดับโลก (Megatrends) รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบกับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และแนวโน้มอัตราผมตอบแทนที่จะได้รับ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณาตัดสินใจลงทุน
มาตรการจัดการความเสี่ยงและโอกาส: บริษัทฯ มีการวางแผนบริหารจัดการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการดำเนินงานและการผลิตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดี (IT & AI Governance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน (ประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน) ภายใต้หลักการส่งเสริมความยั่งยืนในการดำเนินงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ อีกทั้ง บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนพัฒนาศักยภาพพนักงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาทักษะ ความรู้ทั่วไปและความรู้เฉพาะด้านในตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน
การวิเคราะห์โอกาส: บริษัทฯ ได้มีการศึกษา ค้นคว้าวิจัย โครงการใหม่ๆ ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการดำเนินงานและกระบวนการผลิตให้เท่าทันและครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ (ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การเพิ่มโอกาสและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ
-
ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน
คำอธิบายความเสี่ยงและสาเหตุ: ปัญหาความขัดแย้งในบริเวณพื้นที่ชายแดนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Domino Effect) ต่อธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านบุคลากรและความปลอดภัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานหรือพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะความขัดแย้ง อาจทำให้เกิดความเครียดและบั่นทอนขวัญกำลังใจของพนักงานเมื่อเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินต้องอพยพหรือโยกย้ายเร่งด่วน ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตหรือทรัพย์สิน รวมถึงความเสี่ยงในด้านการหยุดชะงักของการผลิตของโรงงานในพื้นที่เสี่ยง ระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ชายแดน และความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า
- กรอบเวลาการเกิดผลกระทบ: ระยะปานกลาง ( 3 - 5 ปี)
- ประเภทปัจจัยเสี่ยง: ด้านการเมือง
- แหล่งที่มา: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- ประเภทของผลกระทบ: ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความเชื่อมั่น
ผลกระทบต่อธุรกิจ:
- ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการหยุดชะงักของโรงงานในพื้นที่เกิดความขัดแย้ง โดยในปี 2568 จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน บริษัทมีจำนวนโรงงานที่อยู่ห่างจะพื้นที่เสี่ยงระยะประมาณ 60-100 กิโลเมตร ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบด้านการหยุดชะงักของการผลิตและขนส่ง
- อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าหากเกิดกรณีประเทศไทยถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศ หรือเกิดระเบียบข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอาจถูกพิจารณาประเด็นในด้านจริยธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์: ความขัดแย้งชายแดนยังเปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งหมายความว่าบริษัทฯ ยังต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนต่อไป การเข้าถึงแรงงานจากประเทศคู่ขัดแย้งอาจไม่ฟื้นตัวทันทีและส่งผลกับภาคแรงงานในระยะยาวทำให้ต้องใช้เลือกจากแรงงานจากประเทศอื่น รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทีอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
มาตรการจัดการความเสี่ยงและโอกาส: บริษัทฯ มีการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่รวมถึงการจัดการเหตุฉุกเฉิน การสื่อสารและแผนการอพยพจากกรณีเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน โดยวางแผนการซ้อมจากการประเมินโอกาสการเกิดเหตุในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ในการจัดการมีความพร้อมสามารถใช้งานได้จริง และรับทราบถึงข้อจำกัดต่างๆที่อาจเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นจริง รวมถึงกำหนดกลยุทธ์สำหรับการดำเนินธุรกิจในสภาวะเหตุการณ์วิกฤตภายใต้การสั่งการของผู้บริหารระดับสูง (War Room)
การวิเคราะห์โอกาส: เนื่องจากบริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลกมีโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบตั้งแต่สวนยาง โรงงานแปรรูป และการส่งออกไปยังตลาดที่หลากหลาย การที่บริษัทฯพัฒนาระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่เข้มแข็งสามารถบริหารจัดการในสภาะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมเพิ่มความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย อีกทั้งยังสามารถเพิ่มกลยุทธ์ในการกระจายความเสี่ยงทั้งในด้านการสรรหาวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่ง รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ชุมชน ในเหตุการณ์ภาวะวิกฤต
ความเสี่ยงในการลงทุนโครงการ
การลงทุน การดำเนินโครงการใหม่หรือธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ย่อมมีความเสี่ยงจากการจัดการทรัพยากรไม่เหมาะสม ทีมงานที่ไม่มีประสบการณ์ การกำหนดงบประมาณที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงอาจเกิดจากความซับซ้อนและความไม่แน่นอนในโครงสร้างโครงการ ซึ่งหากขาดการบริหารจัดการและการวางแผนรับมือที่ดีย่อมมีโอกาสทำให้โครงการดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
แนวทางการบริหารความเสี่ยง
นอกเหนือจากการพิจารณาความสอดคล้องของกลยุทธ์องค์กรและผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว การบริหารความเสี่ยงในการลงทุนในโครงการยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นทุกโครงการลงทุนจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างละเอียด และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างเป็นระบบโดยส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และจะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจอนุมัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่ดำเนินการเป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายที่กำหนดและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์
(1) ความเสี่ยงจากเงินปันผลของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ผ่านตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX-ST)
หุ้นของบริษัทฯ ที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ถูกอ้างอิงเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ในขณะที่เงินปันผล (ถ้ามี) นั้น จะจ่ายในรูปเงินบาท ทำให้ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินบาท
แนวทางการบริหารความเสี่ยง
การจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ผ่านตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์นั้น บริษัทฯ จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์เทียบกับสกุลเงินบาทที่ใกล้เคียงกับวันที่จ่ายเงินปันผลมากที่สุด เพื่อช่วยผู้ถือหุ้นลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน
หมายเหตุ: อาจมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่บริษัทฯ ไม่ทราบและอาจมีปัจจัยความเสี่ยงบางประการที่บริษัทฯ เห็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญซึ่งปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคตได้
- ความผันผวนของผลตอบแทน (Return Volatility) ทำให้การวางแผนการเงินระยะยาวยากขึ้น
- ความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้น (Capital Loss Risk) โดยเฉพาะในภาวะตลาดขาลงหรือบริษัทมีปัญหาเชิงโครงสร้าง
- ความไม่แน่นอนของรายได้ (Income Uncertainty) เงินปันผล/ดอกเบี้ยไม่สม่ำเสมอ
การจัดลำดับความเสี่ยงในปัจจุบัน และแนวโน้มความเสี่ยง

ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และกลุ่มบริษัท
สรุปการวิเคราะห์ความอ่อนไหว
Sri Trang Agro-Industry Public Company Limited has monitored fluctuated situations that have a significant impact on business performance and provided the business sensitivity analysis by considering external factors, both financial and non-financial, through a model to assess the negative result from the variable factors to analyze and establish a strategic plan to cope with regular monitoring and review of the situation and related factors.
สรุปการวิเคราะห์ความอ่อนไหว
การบริหารจัดการด้านภาษี
บริษัทฯ ตระหนักว่าภาษีมีส่วนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันด้านภาคธุรกิจ ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ บริษัทฯ ได้มีความรับผิดชอบด้านภาษี และเสียภาษีอากรอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
นโยบายภาษี
Tax Policy
ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
กลุ่มบริษัทศรีตรังนำโดย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT และบริษัทในเครือ ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และมีความมุ่งมั่นดำเนินงานตามมาตรฐานสากล รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้รับการคุ้มครองตามหลัก Confidentiality (ความลับ), Integrity (ความถูกต้องครบถ้วน) และ Availability (ความพร้อมใช้งาน) อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทศรีตรัง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและทบทวน นโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามเทคโนโลยีและกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย
แนวทางบริหารจัดการ
-
นโยบายและกรอบการกำกับดูแล
- จัดทำนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Policy), นโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management System Policy), นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Policy) และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy Policy) ครอบคลุมทุกหน่วยงาน และ จัดให้มีการทบทวนนโยบายเป็นประจำทุกปี ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดนโยบายดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทฯ (https://www.sritranggroup.com/th/home)
- ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 27001, NIST Cybersecurity Framework และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act)
- จัดตั้งคณะทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง
-
การบริหารความเสี่ยง
- ประเมินความเสี่ยงไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประจำ
- ดำเนินการ Vulnerability Assessment และ Penetration Testing อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- จัดทำ Incident Response Plan เพื่อรับมือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
-
มาตรการควบคุมและป้องกัน
- ใช้ระบบ Firewall, Multi‑Factor Authentication (MFA)
- เข้ารหัสข้อมูลสำคัญ (Data Encryption) และควบคุมสิทธิ์เข้าถึง (Access Control)
- จัดทำระบบสำรองข้อมูล, แผนฟื้นฟู (Disaster Recovery Plan: DR) และแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP)
-
การสร้างความตระหนักรู้
- จัดอบรม Cybersecurity Awareness ให้แก่ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ
- ดำเนินโครงการ Phishing Simulation และแคมเปญให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง
- จัดกิจกรรมรณรงค์ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เช่น การเผยแพร่อินโฟกราฟิกส บทความ และสื่อความรู้ในหัวข้อการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในชีวิตการทำงานประจำวัน และส่งเสริมวัฒนธรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในองค์กรอย่างยั่งยืน
-
การปฏิบัติตามกฎหมาย
- ปฏิบัติตาม PDPA และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- เปิดช่องทางให้เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิ เช่น ขอเข้าถึง, แก้ไข หรือลบข้อมูล
โครงสร้างการจัดการ
บริษัทฯ กำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการป้องกันข้อมูล ส่วนบุคคล โดยมีหน่วยงานและคณะกรรมการที่กำกับดูแลโดยเฉพาะ ได้แก่
-
หน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มบริษัทศรีตรัง และบริษัทในเครือ เพื่อดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศภายในองค์กร โดยโครงสร้างประกอบด้วยคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท และผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องเฉพาะทางในด้านต่างๆ โดยมีบทบาท และหน้าที่ดังนี้
-
การให้ความสำคัญความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของผู้บริหารในการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยภายในองค์กรผ่านการแสดงทิศทางการดำเนินการ การกำกับการ การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง และการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน โดยผู้บริหาร ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้
- กำหนดเป้าหมายความมั่นคงปลอดภัยให้ชัดเจน มีความสอดคล้องกับนโยบายในการบริหารงานของบริษัทฯ
- กำกับดูแลประสิทธิภาพความมั่นคงปลอดภัยผ่านการทบทวนนโยบายความมั่นคงปลอดภัย และผลการ ปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริง
- ให้การสนับสนุนทางด้านทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงกำลังคนที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน
- สนับสนุนให้มีการส่งเสริม ให้ความรู้ จัดการอบรมสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ความมั่นคงปลอดภัย ให้กับพนักงาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
-
การประสานงานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศภายในองค์กร โดยมีหัวข้อหลักที่จำเป็น ดังนี้
- ประสานงานเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกฎหมาย, ระเบียบ, ข้อปฏิบัติ และนโยบายของบริษัทฯ
- ประสานงานเพื่อให้เกิดการประเมินและการบริหารจัดการความเสี่ยง
- ประสานงานเพื่อให้เกิดการสร้างความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัย
-
การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ จัดตั้งระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ การกำหนดมาตรการในการป้องกันสินทรัพย์ การมีส่วนร่วมของเจ้าของข้อมูลในการดูแลสินทรัพย์ของตนเองให้มีความมั่นคงปลอดภัย
-
กระบวนการอนุมัติในการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ กำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกรรมการ เป็นผู้ดำเนินการอนุมัติ ในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และอุปกรณ์เครือข่าย เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของกฎหมาย, ระเบียบ, ข้อปฏิบัติ และนโยบายของบริษัทฯ ก่อนนำมาใช้งานจริง
-
ข้อตกลงไม่เปิดเผยความลับ ปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในการไม่เปิดเผยความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลมีการรั่วไหลไปยังผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกิจกรรมหากพบข้อสงสัย/ข้อร้องเรียน
-
การติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ จัดทำรายชื่อหน่วยงานภาครัฐที่มีอานาจในการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ได้แก่ หน่วยงานที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานด้านกฎระเบียบ ผู้ให้บริการทางด้านข้อมูล และผู้ให้บริการทางด้านโทรคมนาคม โดยจะต้องมีการทบทวนและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ
-
การติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย จัดทำรายชื่อ สมัครเป็นสมาชิกการแจ้งเตือนข่าวสารด้านความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เพื่อรับข่าวสารการแจ้งเตือน ช่องโหว่ที่พบ, เทคโนโลยี รวมทั้งแนวปฏิบัติทางความมั่นคงปลอดภัย
-
การทบทวนความมั่นคงปลอดภัยโดยหน่วยงานอิสระ (บุคคลที่สาม)
-
-
คณะทำงานด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) เพื่อให้การบริหาร ความต่อเนื่องทางธุรกิจของบริษัทฯ สามารถดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ครอบคลุม การบริหารจัดการที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการบริหารจัดการการละเมิดข้อมูล โดยจะประกอบด้วยโครงสร้างในการบริหาร และมีบทบาทหน้าที่สำคัญดังนี้

บทบาทหน้าที่
โครงสร้างการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM Team) ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
-
คณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Steering Committee) โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้
- พิจารณา, กำหนด, อนุมัติ นโยบาย กลยุทธ์ ผลการวิเคราะห์ผลกระทบ ผลการประเมินความเสี่ยง แผนงาน และ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับ การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจของบริษัทฯ
- ควบคุม/กำกับ/ดูแล ให้มีการฝึกซ้อมตามแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- สนับสนุน/ส่งเสริม/พัฒนา สื่อสารการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายและวัฒนธรรมของบริษัทฯ
- ติดตามการดำเนินงาน ให้คำแนะนำ รวบรวมประเด็นปัญหา และรายงานความก้าวหน้าของสายงานที่ดูแลรับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
- กำกับดูแลประสานงานในการดำเนินการตามแผน BCP (Business Continuity Plan) ของหน่วยงานในบังคับบัญชา และแก้ไขปัญหาด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- รวบรวมปัญหา และประเด็นที่ต้องให้มีการตัดสินใจ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารภาวะวิกฤต (CMT) ในการแก้ไขปัญหาจากการระงับเหตุฉุกเฉิน และเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
- รายงานสถานการณ์ต่อ คณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการบริหารภาวะวิกฤต (CMT)
- สนับสนุนการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อสื่อสารภายใน และภายนอกองค์กร
- ชี้แจง ให้ข้อมูล และดำเนินการสื่อสาร และให้ข่าวสารทั้งภายใน และภายนอกองค์กร
- แต่งตั้งและกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
-
คณะทำงานบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Working Team) มีหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้
- นำเสนอร่างนโยบาย และแนวทางการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- กำหนดร่างกลยุทธ์การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ นำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- จัดทำช่วงเวลาการหยุดชะงักที่ยอมรับได้สูงสุด (Maximum Tolerable Period of Disruption: MTPD) และ และระยะเวลาเป้าหมายในการฟื้นคืนสภาพ (Recovery Time Objective: RTO) นำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- กำหนดร่างแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ นำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- ควบคุม/กำกับ/ดูแล ให้แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายและวัฒนธรรมของบริษัทฯ
- วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ และประเมินความเสี่ยงทรัพยากรที่สำคัญ รวมถึงการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- ดำเนินการฝึกซ้อมตามแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
- จัดทำรายงานปัญหา และอุปสรรค เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไขแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- จัดให้มีการประชุมทบทวนผลการดำเนินงานตามระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
-
ทีมจัดการกู้คืนระบบสารสนเทศ
รับผิดชอบการจัดการเหตุที่เกิดขึ้นกับระบบงานและการกู้คืนระบบงาน รวมถึงอุปกรณ์และเครือข่ายของระบบงาน และดำเนินการแก้ปัญหาและการกู้คืนให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้
ตัวชี้วัด
ผลการดำเนินงานปี 2568
จำนวนการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test)
100%
ครอบคลุมระบบสำคัญ
อัตราการผ่านการอบรม Cybersecurity Awareness
98.00%
ของพนักงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ
การตอบสนองต่อเหตุการณ์ไซเบอร์
ภายใน 24 ชั่วโมง
เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล
0
กรณี
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยถือเป็นหนึ่งในพันธกิจด้านความยั่งยืนที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ ได้จัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บุคคลภายนอก พนักงาน กรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ผู้ขายยางมีพิกัด (GPS) และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เป็นต้น โดยนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และแนวทางปฏิบัติสากล
(นโยบายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท
https://www.sritranggroup.com/th/privacy-noticeเป้าหมาย
1. ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลไซเบอร์ (Cybersecurity of Personal Data)
บริษัทฯ สามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้ปราศจากเหตุการณ์รั่วไหล (Zero Data Breach)
2. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection)
บริษัทฯ สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ได้ครบถ้วนร้อยละ 100%.
ผลการดำเนินงานย้อนหลังในรอบ 5 ปี (พ.ศ. 2564–2568)
เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ไม่พบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงไม่พบกรณีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หรือการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคลผ่านระบบ OneTrust บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ
การอบรมพนักงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการให้ พนักงานใหม่ทุกคนเข้าร่วมหลักสูตรปฐมนิเทศเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในวันเริ่มงาน
สำหรับพนักงานปัจจุบัน บริษัทฯ ได้กำหนดให้เข้าร่วมการอบรมแบบ Self-Learning ในหลักสูตร “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการบริหารความเสี่ยง (PDPA Compliance & Risk Management for Employees)”
การเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ด้าน PDPA (PDPA Knowledge Sharing)
บริษัทฯ มีการเผยแพร่และกระจายความรู้ด้าน PDPA อย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางการสื่อสารภายในต่างๆ ได้แก่ อีเมลภายในองค์กร, LINE Official Account ของบริษัทฯ, ช่องทางสื่อออนไลน์ของบริษัทฯ (เช่น Facebook) รวมถึงมีการจัดเก็บเนื้อหาที่เผยแพร่ทั้งหมดไว้ใน เว็บไซต์ภายในของบริษัทฯ เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงและทบทวนได้ทุกเวลา
การดำเนินการเมื่อเกิดการละเมิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว
บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกกลุ่ม โดยปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้าง ความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการเก็บรักษาและใช้งานอย่างปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรมในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ การละเมิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Breach) พร้อมทั้งกำหนดแนวทางและกระบวนการจัดการเหตุการณ์ (Incident Response Procedure) ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถควบคุม, บรรเทา และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. กระบวนการแจ้งเหตุ (Incident Response Procedure)
เมื่อมีการตรวจพบหรือสงสัยว่าเกิดเหตุละเมิดหรือรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการดังนี้
- การตรวจสอบและยืนยันเหตุการณ์: ทีมงานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) จะทำการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สาเหตุ และยืนยันขอบเขตของเหตุการณ์
- การแจ้งผู้บริหารและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง: ภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงนับจากการตรวจพบเหตุ เพื่อให้สามารถดำเนินการตอบสนองอย่างทันท่วงที
- การแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.): หากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล จะมีการแจ้งต่อ สคส. ภายใน 72 ชั่วโมงตามข้อกำหนดของ PDPA
- การแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล: ในกรณีที่การรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ จะดำเนินการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงลักษณะของการละเมิดและแนวทางการป้องกันตนเอง
2. การประเมินผลกระทบ (Impact Assessment)
หลังจากการควบคุมเหตุการณ์เบื้องต้น บริษัทฯจะดำเนินการประเมินผลกระทบโดยพิจารณาในประเด็นต่อไปนี้
- ประเภทและจำนวนของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบ
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูล เช่น การสูญเสียข้อมูล การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้ข้อมูลในทางที่ผิด
- ความรุนแรงของเหตุการณ์และความเสี่ยงต่อชื่อเสียงหรือความเชื่อมั่นขององค์กร
ผลการประเมินจะถูกนำมาใช้ในการวางมาตรการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต
3. มาตรการบรรเทาผลกระทบและป้องกันเหตุซ้ำ
บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบและป้องกันเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันดังนี้
- ดำเนินการปิดช่องโหว่ของระบบ และปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านหรือจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลทันทีที่พบความเสี่ยง
- ให้การสนับสนุนแก่เจ้าของข้อมูล ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การให้คำแนะนำในการปกป้องข้อมูลของตน
- จัดทำรายงานสรุปเหตุการณ์และบทเรียนที่ได้รับ (Post-Incident Report) เพื่อใช้ในการปรับปรุงมาตรการภายใน
- จัดให้มีการอบรมและสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กร
ช่องทางการติดต่อ
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน), บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ: เลขที่ 57 อาคารปาร์คเวนเชอร์ อิโคเพล็กซ์ ห้องเลขที่ 1701, 1707-1712 ชั้น 17 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
Email: dpo@sritranggroup.com
Telephone number: +662 207 4500
การแจ้งเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล:
ภาพรวมและผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ

