นโยบายและความมุ่งมั่น

บริษัทฯ ได้มีโครงการด้านการวิจัยและพัฒนา ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ทั้งผลิตภัณฑ์ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น และผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง และได้มีการปรับปรุงนโยบายการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมในด้านการพัฒนาและนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัล( Digital Technology) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทฯ โดยโครงการด้านการวิจัยและพัฒนาได้มุ่งเน้นในการเพิ่มศักยภาพของกระบวนการผลิต รวมทั้งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มโอกาสและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีนโยบายการวิจัยและพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของการวิจัยและพัฒนา 3 ด้าน ดังนี้

เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

(เพิ่มประสิทธิภาพไนการผลิตและลดต้นทุน)
ส่งเสริมความยั่งยืน

ในการดำเนินการและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สร้างโอกาสทางธุรกิจและ
รองรับธุรกิจใหม่ๆ

นโยบายการวิจัยและพัฒนา

ดาวน์โหลด
เป้าหมาย
นวัตกรรมด้านพลังงาน
กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ และความยั่งยืน
จำนวนอย่างน้อย
5 เรื่อง/ปี

ผลการดำเนินงานปี 2568

โครงการพัฒนานวัตกรรมในปี 2568 จำนวน
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและการผลิต 69 โครงการ
เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในการดำเนินการและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 7 โครงการ
เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และรองรับธุรกิจใหม่ๆ 5 โครงการ
โครงการรวมทั้งหมด* 81 โครงการ*
รายจ่ายที่ใช้สำหรับการพัฒนา R&D ในปี 2568 103.38 ล้านบาท

หมายเหตุ: มีจำนวนโครงการต่อเนื่องจากปีก่อน 58 โครงการ

ตัวอย่างนวัตกรรมและเทคโนโลยีลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

นวัตกรรมการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับโรงงานยางธรรมชาติและถุงมือ

ปี 2567 ได้มีการพัฒนาต่อยอดโครงการ Sri Trang AI Machine (SAM) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระบวนการทำงาน (Process) มีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อสร้างระบบควบคุมอัตโนมัติในกระบวนการผลิตยางแท่ง ใช้ในกระบวนการทำงานเชิงวิเคราะห์และตัดสินใจ ในการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และประหยัดพลังงานในกระบวนการผลิต อาทิเช่น AI DRYER ซึ่งเป็นพัฒนาระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับการบริหารจัดการพลังงานของเตาอบยางในโรงงานยางแท่งให้เหมาะสมกับชนิดของผลิตภัณฑ์ ช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการอบยาง, โครงการ Gloves Defect Detection ที่นำเทคโนโลยี Vision Camera ร่วมกับ AI Vision Deep Learning มาใช้ในการตรวจจับและคัดแยกถุงมือที่มีตำหนิหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพในกระบวนการผลิต และ โครงการ Smart Energy System ซึ่งได้พัฒนา Dashboard Monitoring System ร่วมกับ Sensor เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

Energy Monitoring System Dashboard

โครงการ Machine Modernization

โครงการนี้มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา และออกแบบกระบวนการผลิตยางแท่งรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการลดการใช้ทรัพยากรหลัก ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิงชีวมวลประเภท woodchip พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า การดำเนินงานไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงเครื่องจักรให้ทันสมัย แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความปลอดภัยในโรงงาน ไปจนถึงการยกระดับสู่แนวคิด โรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Dark Factory) เพื่อให้กระบวนการผลิตมีความยั่งยืน ผลลัพธ์จากโครงการนี้คือโรงงานจะสามารถผลิตได้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน

โครงการ Biochar

โครงการนี้เป็นความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างบริษัทฯ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการจัดการวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตยางแท่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคัดเลือกวัสดุเหลือใช้หลัก ได้แก่ ตะกอนดิน (Sludge) จากระบบบำบัดน้ำเสีย ขี้เถ้าจากการเผาไม้สับ (Ash) ในระบบบอยเลอร์ (Boiler) รวมถึงเศษวัสดุชีวมวลอื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต Biochar ได้อย่างเหมาะสม โครงการมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต Biochar ที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้วัสดุเหลือใช้เป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อช่วยลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มศักยภาพในการนำวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้ให้เกิดคุณค่าใหม่ ทั้งในด้านการปรับปรุงคุณภาพดิน การดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนการใช้เป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯในระยะยาว

นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์

  • ฝ่ายวิจัยและพัฒนาได้มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพในการผลิตน้ำยางข้นให้มีต้นทุนที่ต่ำ และมีความมีความจำเพาะสำหรับการผลิตถุงมือในแต่ละสถาณการณ์ และชนิด เช่น การลดอายุการบ่มน้ำยางข้นก่อนนำไปใช้ผลิตถุงมือยาง (Zero or low aging latex), ศึกษาการใช้ชีวเคมี (Biochemistry) ในการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำยางข้น เป็นต้น
  • ด้านถุงมือมีการวิจัยและพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น ถุงมือผ่าตัด (Surgical Gloves) ที่ปรับให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถสวมใส่ถุงมือ 2 ชั้นได้สะดวกขึ้น ถุงมือยางธรรมชาติ Double Chlorination ถุงมือยางธรรมชาติสีดำ ถุงมือยางไนไตรล์ปราศจากสารตัวเร่ง ถุงมือยางไนไตรล์ Daimond texture ที่ใช้ในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม รวมทั้งการผลิตถุงมือยางธรรมชาติด้วยน้ำยาง EUDR สำหรับลูกค้ากลุ่มประเทศยุโรป เป็นต้น
  • การร่วมมือวิจัยและพัฒนากับทางภาครัฐ เอกชน และลูกค้า ในการวิจัยและพัฒนาคลอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิเช่น โครงการความร่วมมือระหว่างบริษัทศรีตรังฯ และบริษัทผู้ผลิตล้อยางชั้นนำเพื่อศึกษาการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบยางธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัทลูกที่ผลิตถุงมือยางร่วมกับมหาวิทยาลัย ในการวิจัยพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และความยั่งยืน เช่น ถุงมือทนน้ำมัน (Oil Resistant Gloves), ถุงมือที่ย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradable Gloves), การนำถุงมือเสียและผงแป้งข้าวโพดมาแปรรูปเป็นจานรองแก้ว และเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนต่างๆ (Sustainable Technologies) เป็นต้น

การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)

  • ในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) บริษัทฯ ได้ส่งเสริมให้มีการดำเนินการจดสิทธิบัตรกับทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยบริษัทได้รับอนุสิทธิบัตร 2 เรื่อง ในเรื่องระบบแยกเกรดยางแท่ง และระบบหุ่นยนต์สำหรับดึงยาง และมีอีก 1 เรื่อง อยู่ในระหว่างขั้นตอนการประกาศโฆษณา
  • ส่วนด้านถุงมือ บริษัทฯ ได้ขอยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศ (International Patent) แล้วทั้งสิ้น 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการประกาศโฆษณาระหว่างประเทศ

(สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 หัวข้อ การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม)

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การขับเคลื่อนองค์กรด้วยดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์

กลุ่มบริษัทศรีตรังดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในระดับองค์กร กลุ่มบริษัทศรีตรังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การจัดวางกรอบการกำกับดูแล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทิศทางการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อน AI (Digital and Data Infrastructure to Drive AI)

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทศรีตรังได้พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมโรงงานหลักกว่า 35 แห่ง ส่งผลให้สามารถบูรณาการข้อมูลและประยุกต์ใช้นวัตกรรมไได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มบริษัทศรีตรังได้พัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วทุกหน่วยธุรกิจและโรงงาน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น (Interoperability) และมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่ยกระดับคุณภาพ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดโครงสร้างข้อมูลให้รองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างหลายฝ่าย

ขั้นตอนต่อมาคือ การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และต่อยอดด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในงานที่เหมาะสม อาทิ การประมวลผลเอกสาร การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการวิเคราะห์ข้อมูล (AI-enabled Processes) การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มบริษัทศรีตรังมีโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มั่นคง กระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัว การตัดสินใจที่มีความแม่นยำสูงขึ้น และความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

องค์กรได้พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน อาทิ

  • AI สำหรับบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Intelligence) รองรับการค้นหาและเรียกใช้งานองค์ความรู้ นโยบาย ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และเอกสารภายในอย่างเป็นระบบ
  • AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ (Operational and Quality Intelligence) ประยุกต์เทคโนโลยีด้าน Computer Vision, Optimization และ Machine Learning เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต
  • AI สำหรับประมวลผลเอกสารและข้อมูลข้อความ (Document Intelligence) ใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR), Natural Language Processing และระบบสรุปข้อมูล เพื่อแปลงเอกสารกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัล วิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร และสกัดข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่สนับสนุนการตัดสินใจขององค์กร
  • AI สำหรับสนับสนุนการทำงานเชิงบริหาร (Administrative Intelligence) ช่วยจัดการข้อมูลการประชุม สรุปสาระสำคัญ และเรียบเรียงข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ

การพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคุณวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีคุณรัฐพงศ์ ลาภาโรจน์กิจ ในตำแหน่ง Chief Artificial Intelligence Officer (CAIO) และทีมเทคโนโลยีแบบบูรณาการ (Integrated Technology Team) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ Information Technology (IT), เทคโนโลยีปฏิบัติการ หรือ Operational Technology (OT) และ Artificial Intelligence (AI) ทำหน้าที่หลักในการสนับสนุน พัฒนา ดำเนินงาน และบูรณาการระบบเทคโนโลยีให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานด้าน AI องค์กร

การกำกับดูแลข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data & AI Governance)

กลุ่มบริษัทศรีตรังประกาศใช้นโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance Policy) และแนวทางธรรมาภิบาล AI (AI Governance Guideline) โดยครอบคลุมทุกบริษัทในเครือ เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลและ AI ในองค์กรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย นโยบายนี้เน้นประเด็นสำคัญ คือ

  • การจัดประเภทข้อมูล
  • กำหนดสิทธิการเข้าถึง
  • การตรวจสอบการใช้งาน
  • ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
  • การบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจรชีวิต
  • หลักการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI (AI Talent & Workforce Readiness)

องค์กรส่งเสริมการยกระดับทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

AI Clinic (AI Sharing & Consultation Program)

กิจกรรมนี้จัดขึ้นประจำทุกสัปดาห์ เปิดโอกาสให้พนักงานจากหลากหลายสายงานนำเสนอปัญหา แลกเปลี่ยนวิธีการประยุกต์ใช้ AI ในงานจริง และรับคำแนะนำจากทีมเทคโนโลยี เป้าหมายคือสนับสนุนให้แต่ละคนสามารถนำ AI ไปพัฒนากระบวนการทำงานของตนเองได้ดีขึ้น

ผลสำรวจปี 2568 พบว่า พนักงานรายเดือนกว่าร้อยละ 89 ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ AI ให้ผู้อื่น และพนักงานมีการแบ่งปันประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ภายในองค์กร

การฝึกอบรมด้านดิจิทัลและ AI (AI Upskilling Program)

ประโยชน์ที่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียได้รับจากการขับเคลื่อน Digital Tools & AI

การขับเคลื่อน Digital Tools และ AI ของบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งมิติการดำเนินงาน การพัฒนาองค์กร และการบริหารความเสี่ยงอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

1) Run Better: เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Excellence)

การใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นระบบมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและต้นทุนการดำเนินงาน ได้แก่

  • ลดงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด: ระบบอัตโนมัติช่วยลดภาระงานเอกสารและการป้อนข้อมูลด้วยมือ (Manual Work) ทำให้กระบวนการทำงานมีความถูกต้องสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น
  • การผลิตและการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ: การใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และสนับสนุนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลจริง: ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานผ่านแดชบอร์ดข้อมูล (Data Dashboard) ที่สะท้อนข้อมูลเชิงลึกแบบทันเวลา ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความชัดเจนและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

2) Build Better: พัฒนาและปรับตัวได้รวดเร็ว (Innovation Velocity)

การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว

  • ลดความเสี่ยงในการพัฒนา: การใช้แบบจำลองดิจิทัลและการจำลองสถานการณ์ ช่วยให้สามารถทดสอบความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ก่อนการลงทุนจริง ลดความเสี่ยงด้านเวลาและงบประมาณ
  • เข้าใจความต้องการตลาด: การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้เห็นแนวโน้มตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงสินค้า บริการ และกระบวนการให้ตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

3) Work Smarter: เสริมศักยภาพบุคลากรและสร้างความเชื่อมั่น (Organizational Enablement)

การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

  • ยกระดับทักษะพนักงาน: บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Upskilling) และความเข้าใจในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรูปแบบการทำงานในอนาคต (Future of Work)
  • การทำงานที่คล่องตัว: พนักงานมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ สรุป และสนับสนุนการทำงาน ทำให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความผูกพันและความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ก้าวหน้า
  • ความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล: บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI อย่างรอบด้าน โดยมีผลการประเมินธรรมาภิบาล AI อยู่ในเกณฑ์ดี (คะแนนเฉลี่ย 3.7) สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ทั้งด้านความปลอดภัยของข้อมูล การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย