กรอบการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทฯ มุ่งมั่นในการเคารพ สนับสนุน และให้เกียรติในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่บุคคลพึงมี รวมถึงตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่า พนักงาน ลูกจ้าง คู่ค้า ชุมชน ลูกค้า บริษัทฯ จึงได้มีการทบทวนนโยบายสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงนโยบายด้านสังคมและแรงงาน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน โดยยึดหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) ประกอบด้วยหลักการคุ้มครองสิทธิ (Protect) การเคารพสิทธิ (Respect) และการเยียวยา (Remedy) หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) สิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ (Children Rights and Business Principles: CRBP) และการปฏิบัติตามข้อตกลงโลกของ UN Global Compact รวมถึงคำมั่นในการป้องกันและเคารพสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการไม่ใช้ความรุนแรง ปราศจากการล่วงละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจ การคุกคามทางเพศ โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีการดำเนินการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขเยียวยา เมื่อเกิดผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นแนวทางและกรอบการดําเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน โดยกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับยึดถือปฏิบัติ

นโยบายเรื่องสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ เผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ

ดาวน์โหลด

นโยบายทางด้านสังคมและแรงงาน เผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัทฯ

ดาวน์โหลด
การเคารพสิทธิเด็กและให้คำมั่นที่จะสนับสนุนสิทธิเด็ก

บริษัทฯ ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับเด็ก ภายใต้หลักการสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ (Children’s Rights and Business Principles: CRBP) 10 ประการ ที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การยูนิเซฟ ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) โดยนำมาบูรณาการกับกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท ดังนี้

กลยุทธ์ 4 Green หลักการ CRBP สิ่งที่ดำเนินการ
ผลิตภัณฑ์สีเขียว
  • ข้อ 5 ทำให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์และบริการมีความปลอดภัยและมีการส่งเสริมความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิเด็กผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ
  • คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กระบวนการผลิตสีเขียว
  • ข้อ 7 เคารพและส่งเสริมสิทธิเด็กเมื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมการถือครอง และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน
  • กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การใช้น้ำหมุนเวียนเพื่อลดการใช้น้ำ
การสรรหาวัตถุดิบสีเขียว
  • ข้อ 2 สนับสนุนการขจัดปัญหาแรงงานเด็กในการดำเนินงานและการติดต่อทางธุรกิจ
  • ไม่ทำธุรกิจกับบริษัทที่ใช้แรงงานเด็ก
  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร
  • การขอรับรองมาตรฐาน FSC
บริษัทสีเขียว
  • ข้อ 3 จัดหางานที่มีคุณค่าให้แก่คนงานที่เป็นเยาวชนตลอดจนพ่อแม่ และผู้ดูแลเด็ก
  • ข้อ 9 ช่วยคุ้มครองเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่างๆ
  • ข้อ 10 เสริมหนุนบทบาทรัฐและชุมชนในการคุ้มครองและเติมเต็มสิทธิเด็ก
  • การดูแลพนักงานตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม
  • สิทธิในการลาหลังคลอดโดยได้รับค่าจ้างตามกฎหมายกำหนด
  • จัดมุมนมแม่สำหรับคุณแม่หลังตั้งครรภ์
  • Job relocation สำหรับพนักงานตั้งครรภ์
  • ไม่เลือกปฏิบัติในการรับพนักงาน (ตั้งครรภ์)
  • การช่วยเหลือเด็กที่ด้วยโอกาสและประสบภัยพิบัติต่างๆ
  • สนับสนุนโครงการกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น

- STA STEM Education
- STA Safety School

กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD)

บริษัทฯ ดำเนินการจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ทราบถึงสถานะของการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า อันจะทำให้สามารถระบุ ป้องกัน บรรเทา และจัดการกับผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานของธุรกิจได้ อ้างอิงตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) และแนวทางการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านสำหรับบริษัทจดทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต. เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ซึ่งกำหนดการดำเนินการเป็นประจำทุกๆ 2 ปี โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. การกำหนดขอบเขตการตรวจสอบ

บริษัทฯ ได้กำหนดขอบเขตกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านให้ชัดเจน ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) เช่น เด็ก ผู้พิการ สตรี ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ แรงงานที่ว่าจ้างผ่านบุคคลที่สาม ชนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น เพศทางเลือก ผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์ เป็นต้น ในทุกๆ พื้นที่ปฏิบัติการที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจหรือมีสิทธิในการควบคุมจัดการ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สิทธิแรงงาน สิทธิชุมชนและชนกลุ่มน้อย สิทธิในห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค เป็นต้น

2. การระบุประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ ได้ทบทวนประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งกิจกรรมทางตรงที่บริษัทฯ ดำเนินการเอง และทางอ้อมผ่านการดำเนินการของคู่ค้า ผู้รับเหมา หรือบริษัทร่วมค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงทบทวนแนวโน้มประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันในตลาดโลก แล้วนำมาจัดเป็นกลุ่มหัวข้อที่ใกล้เคียงกันเพื่อจัดทำและปรับปรุงรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Risk Assessment) และมอบหมายให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมระบุและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

ขอบเขตประเด็นการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ

สิทธิแรงงาน สิทธิชุมชนท้องถิ่นชุมชนพื้นเมือง ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิความมั่นคงความปลอดภัย สิทธิสิ่งแวดล้อม สิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค
  • การรับรองเสรีภาพในการสมาคม
  • การขจัดแรงงานบังคับ
  • การยกเลิกการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบ
  • การขจัดการเลือกปฏิบัติ
  • สวัสดิการและหลักประกันทางสังคม
  • การมีส่วนร่วมในความโปร่งใสขององค์กร
  • การคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
  • การรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน
  • การประเมินผลกระทบต่อชุมชน
  • สนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพ
  • การปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจสำหรับคู่ค้าในประเด็น ESG
  • มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • การคุ้มครองและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
  • สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ดี
  • การบริหารจัดการวัตถุอันตราย
  • การคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
  • การใช้แหล่งน้ำอย่างเคารพ
  • การบริหารจัดการขยะและของเสีย
  • การใช้พลังงานอย่างเคารพ
  • การบริหารจัดการมลพิษ
  • การเคารพต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • การคุ้มครองสิทธิทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

3. การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทฯ นำประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่ระบุในรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน มาเป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยง โดยการใช้ Risk Matrix เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงซึ่งพิจารณาระดับความเสี่ยงของผลกระทบและเกณฑ์ระดับโอกาสที่จะเกิดขึ้น ของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเด็น

A
สิทธิแรงงาน
1
การรับรองเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการร่วมเจรจา
2
การขจัดแรงงานบังคับและการเกณฑ์แรงงานในทุกรูปแบบ
3
การยกเลิกการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย
4
การขจัดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ
5
การจัดให้มีสวัสดิการและหลักประกันทางสังคม
6
การให้ลูกจ้างและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในความโปร่งใสขององค์กร
B
สิทธิชุมชนท้องถิ่น ชุมชนพื้นเมือง
7
การคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
8
การคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย
9
การสนับสนุนความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า
C
ห่วงโซ่อุปทาน
10
นโยบาย/การกำกับดูแล
11
การใช้แหล่งน้ำอย่างเคารพต่อสิ่งแวดล้อม
12
การบริหารจัดการมลพิษ ขยะและของเสียเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
13
การใช้พลังงานอย่างเคารพสิ่งแวดล้อม
14
การเคารพต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
15
การลดผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
16
การดำเนินธุรกิจอย่างเคารพเสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการร่วมเจรจา
17
การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการใช้แรงงานบังคับหรือการเกณฑ์แรงงาน
18
การดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบเลวร้าย
19
การดำเนินธุรกิจตามหลักความเสมอภาค
20
การดำเนินธุรกิจโดยที่ลูกจ้างได้รับความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี
21
การดำเนินธุรกิจโดยที่ลูกจ้างได้รับสวัสดิการและหลักประกันตามกฎหมาย
22
การดำเนินธุรกิจอย่างเคารพความเท่าเทียมระหว่างเพศและเพศสภาพ
23
การเคารพและคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
24
การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคล
25
การคุ้มครองและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
26
การผลิตสินค้าหรือให้บริการที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในผลิตภัณฑ์หรือบริการ
D
สิทธิความมั่นคงความปลอดภัย
27
การจัดให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ดี
28
การบริหารจัดการวัตถุอันตราย
29
การคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล
E
สิทธิสิ่งแวดล้อม
30
การบริหารจัดการน้ำ
31
การบริหารจัดการขยะและของเสีย
32
การบริหารจัดการพลังงาน
33
การบริหารจัดการมลพิษ
34
การประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
35
การประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ
F
สิทธิของลูกค้าและผู้บริโภค
36
การคุ้มครองสิทธิทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
Residual Risk Rating (ระดับความเสี่ยงที่เหลืออยู่) Existing Control Assessment (การประเมินคุณภาพของมาตรการควบคุมที่ใช้อยู่) Control, Monitoring, and Mitigation Plan (การวางแผนปฏิบัติการควบคุม, ติดตามความเสี่ยง, และแผนจัดการความเสี่ยง)
สูงสุด
  • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ยัง "มีขีดจำกัด" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้.
  • ระดับความเสี่ยงที่ "ไม่สามารถยอมรับได้"
  • "จำเป็น" ต้องเร่งจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ "โดยทันที"
  • เจ้าของความเสี่ยง "จะต้อง" กำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง "โดยทันที" และเริ่มปฏิบัติได้โดยทันที ไม่เกิน 1 วัน หลังจากกำหนดแผนแล้วเสร็จ
สูง
  • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" หรือยัง "มีขีดจำกัด" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
  • ระดับความเสี่ยงที่ "ไม่สามารถยอมรับได้"
  • "จำเป็น" ต้องเร่งจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ "โดยทันที"
  • เจ้าของความเสี่ยง "จะต้อง" กำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง "โดยทันที" และเริ่มปฏิบัติได้โดยทันที ไม่เกิน 3 วัน หลังจากกำหนดแผนแล้วเสร็จ
ปานกลาง
  • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" พอที่จะใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
  • ระดับความเสี่ยง "ที่สามารถยอมรับได้"
  • แต่ต้องมีมาตรการควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเปลี่ยนไปสู่ระดับที่ยอมรับไม่ได้
  • เจ้าของความเสี่ยง จะกำหนดแผนลดความเสี่ยง และแผนควบคุมความเสี่ยง เพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้
  • สามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงได้โดยการติดตามเป็นประจำตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "อย่างเคร่งครัด"
ต่ำ
  • มาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่ "มีประสิทธิภาพปานกลาง" หรือ "มีประสิทธิภาพที่ดี" ในการใช้ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้
  • ระดับความเสี่ยง "ที่สามารถยอมรับได้"
  • ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม หรือจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม
  • เจ้าของความเสี่ยง จะต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
  • สามารถติดตามและควบคุมความเสี่ยงได้โดยการติดตามเป็นประจำตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่ใช้อยู่

เกณฑ์ระดับความเสี่ยง

การพิจารณาระดับความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก

เกณฑ์การประเมินโอกาสเกิด (Likelihood)

การประเมินโอกาสเกิด เป็นเกณฑ์ที่ใช้ควบคู่กับการจัดระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประเมินใช้ในการตัดสินใจประเมิน โดยเกณฑ์การประเมินโอกาสเกิด จะแบ่งเป็นระดับ ดังนี้ โอกาสเกิดต่ำ กลาง สูง และสูงสุด

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการประเมินความเสี่ยงในรายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ซึ่งครอบคลุมการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ปฏิบัติการ

โดยผลจากการดำเนินการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ พบว่ามีประเด็นความเสี่ยง 1 ประเด็น ดังนี้

ความเสี่ยงด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม

พบความเสี่ยงในหัวข้อการบริหารจัดการมลพิษจากการดำเนินงานที่อาจจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบโรงงาน ซึ่งจากผลการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงในระดับปานกลาง

4. การกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบและป้องกัน

บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการลดและควบคุมผลกระทบเชิงลบให้อยู่ในระดับต่ำหรืออยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมมาตรการป้องกันและมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

ประเด็นความเสี่ยง ลักษณะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ
  • ด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม
  • ความเสี่ยงในหัวข้อการบริหารจัดการมลพิษจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยรอบโรงงาน เช่น กลิ่นจากวัตถุดิบ และน้ำเสีย ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญได้ (ความเสี่ยง: ระดับปานกลาง)
  • พัฒนาและยกระดับระบบบำบัดมลพิษให้มีประสิทธิภาพและมีขนาดเพียงพอ
  • เพิ่มมาตรการควบคุมและติดตามเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ทำการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกในการป้องกันและลดผลกระทบ

5. การติดตามและทบทวนผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทฯ กำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามและทบทวนมาตรการลดและควบคุมผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในทุกประเด็น ที่ได้ดำเนินการแล้ว เช่น จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้รับและสถานการณ์แก้ไข เป็นต้น โดยมีการเสนอให้กับฝ่ายบริหารพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนแต่ละประเด็นได้ถูกแก้ไขและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เนื่องจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้นบริษัทฯ จะดำเนินการทบทวนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การระบุและประเมินความความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมาตรการบรรเทาและป้องกันผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงจัดให้มีช่องทางรับข้อร้องเรียนสำหรับพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่มีเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท เพื่อนำมาทบทวนปรับปรุงแก้ไข และสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ

6. การแก้ไขและเยียวยา

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างเคารพต่อสิทธิมนุษยชน จึงได้กำหนดให้มีแนวทางการแก้ไขและมีมาตรการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงดำเนินการสรุปบทเรียนเพื่อจัดทำมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ โดยมีการพิจารณาตามลำดับขั้นตอนการดำเนินงานจากฝ่ายบริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นไปตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568
เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ปี 2568
จำนวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ เป็น 0 0 ราย
การสื่อสารความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วทั้งองค์กร

กลุ่มบริษัทศรีตรัง มุ่งมั่นบูรณาการแนวทาง ESG ในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า เกษตรกร และชุมชน ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดอบรมออนไลน์หลักสูตร “Human Rights in Business” เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมบรรจุหลักสูตร “สิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ” ในระบบ E Self Learning สำหรับพนักงานทุกระดับ นอกจากนี้ STA ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรในเวทีสัมมนา “Integrating Human Rights into Business” ของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ESG Network เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและบทเรียนตามหลัก UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาต่อรอง

บริษัทฯ เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารระหว่างตัวแทนฝ่ายบริหารและตัวแทนพนักงานผ่านคณะกรรมการสวัสดิการ ซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเจรจาสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงานในประเทศ ทั้งนี้มีการประชุมอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้บริหารและคณะกรรมการสวัสดิการ โดยพนักงานทั้งหมดร้อยละ 100 อยู่ภายใต้ข้อตกลงการเจรจาต่อรองร่วมกัน อีกทั้งบริษัทฯ ยังจัดให้มีช่องทางรับข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะผ่านจดหมายและอีเมลถึงเลขานุการบริษัท เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น บริษัทฯ ไม่มีข้อพิพาทแรงงานที่สำคัญ ไม่มีข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน ไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือข้อบังคับด้านสังคมอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าสร้างผลกระทบด้านลบต่อประเด็นสังคมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

กลไกการรับเรื่องร้องเรียน

บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการรับเรื่องร้องเรียนและแนวปฏิบัติของกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุที่ไม่เหมาะสมหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส สอดคล้องกับหลักการของ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องของ การคุ้มครอง การเคารพและการเยียวยา โดยเปิดโอกาสให้ร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ จดหมายทางไปรษณีย์ อีเมลถึงเลขานุการบริษัท ตู้รับข้อร้องเรียน และ QR Code รวมถึงการติดต่อโดยตรงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ กลไกนี้ออกแบบให้รักษาความลับของผู้ร้องเรียน ป้องกันการตอบโต้ และมีขั้นตอนสอบสวนที่เป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทศรีตรังเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ช่องทางการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแส ดังนี้

ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนและการแจ้งเบาะแส ผู้แจ้งเรื่องร้องเรียนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือเบาะแสต่อคณะกรรมการบริษัทโดยผ่านเลขานุการบริษัท หรือคณะกรรมการตรวจสอบโดยผ่านเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ ผ่านช่องทางที่เหมาะสมตามสถานการณ์ ดังนี้

1. ทางไปรษณีย์ หรือยื่นโดยตรงที่
ติดต่อ: เลขานุการบริษัท
ที่อยู่: บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ห้องเลขที่ 1701, 1707-1712 ชั้น 17 เลขที่ 57 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

2. ทางโทรศัพท์ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail)
ติดต่อ: เลขานุการบริษัท หมายเลข: +66 2207 4590
E-Mail: corporatesecretary@sritranggroup.com

3. กล่องรับเรื่องร้องเรียน ณ โรงงานและสำนักงานสาขาของกลุ่มบริษัท รวมทั้งหน่วยงานพนักงานสัมพันธ์
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR Employee Relation) หรือผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งเรื่องผ่านช่องทางที่เหมาะสมได้ทั้งช่องทางออนไลน์ (QR Code) และเอกสาร

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องด้วย กลุ่มบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย โดยได้กำหนดนโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance Standard Policy and Procedure) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล การกำกับดูแลความเสี่ยง ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล รวมถึงการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงาน พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับกฎหมายและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

ในด้านการดำเนินงาน คณะทำงาน เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) และผู้จัดการหรือผู้แทนแต่ละหน่วยงาน จะทำงานร่วมกันเพื่อจัดทำ บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งระบุ กระบวนการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activities: ROPA), รายงานช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Assessment), รวมถึงการทบทวนและปรับปรุงเอกสารและสัญญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ในปี 2568 บริษัทฯ ได้เริ่มใช้งานโปรแกรม OneTrust เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงการจัดทำและบริหาร ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์และระบบต่างๆ ของบริษัท, ระบบการขอความยินยอม (Consent Form) และการใช้สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล (Data Subject Request: DSAR), บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล (ROPA) พร้อมการวิเคราะห์การไหลเวียนของข้อมูล (Data Flow Diagram), และระบบจัดการกรณีละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Incident Management) โดย งานทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะทำงานและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่มีข้อพิพาทด้านแรงงานที่สำคัญ ไม่มีข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน ไม่มีประเด็นละเมิดกฎหมายหรือข้อบังคับด้านสังคมอย่างมีนัยสำคัญ

คณะกรรมการสวัสดิการ

แม้ว่าปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน แต่บริษัทฯ ก็ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น หรือความต้องการของพนักงาน บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ ซึ่งมีฐานะเป็นกลไกอิสระ เพื่อเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีการหารือกับบริษัทฯ มีหน้าที่บริหารจัดการข้อกังวลของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของพนักงานด้านต่างๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน

พนักงานทุกคนมีสิทธิเสนอชื่อและเป็นผู้แทนในคณะกรรมการสวัสดิการ โดยการคัดเลือกคณะกรรมการสวัสดิการของบริษัทฯ มาจากวิธีการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีคณะกรรมการสวัสดิการของทุกบริษัทรวมทั้งสิ้น 174 คน และมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยประธานคณะกรรมการสวัสดิการจะมีการจัดประชุมภายในคณะกรรมการเอง และประชุมร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ ทุกไตรมาส ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อหารือปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะในการจัดสวัสดิการของพนักงาน และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ พัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของพนักงาน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าพนักงานทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม