20 ก.พ. 2569
STA ปี 2568 รายได้ 113,477.8 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ด้วยอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คาดปี 2569 ฟื้นตัว รับราคายางหนุนจากอุปทานตึงตัว พร้อมเดินหน้าธุรกิจปาล์ม
STA ปี 2568 รายได้ 113,477.8 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ด้วยอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คาดปี 2569 ฟื้นตัว รับราคายางหนุนจากอุปทานตึงตัว พร้อมเดินหน้าธุรกิจปาล์ม

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 113,477.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4/2568 ปริมาณขายยางธรรมชาติที่ฟื้นตัว 39.2% QoQ หนุนรายได้บริษัทฯ เพิ่มขึ้น 23.7% QoQ อยู่ที่ 26,677.4 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ด้วยอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD วันที่ 21 เมษายนนี้

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในปี 2568 เผชิญความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็วกว่าร้อยละ 20 และฟื้นตัวได้อย่างจำกัดตลอดช่วงไตรมาส 2-4/2568 จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้า

“แม้ราคายางในปีที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่ตลาดยางธรรมชาติยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้งานที่มีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณอุปทานที่มีอยู่” นายวีรสิทธิ์กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 113,477.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยธุรกิจยางธรรมชาติมีรายได้อยู่ที่ 89,617.9 ล้านบาท และมีปริมาณขายรวม 1,415,715 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ธุรกิจถุงมือยางมีรายได้อยู่ที่ 23,778.8 ล้านบาท และมีปริมาณขายอยู่ที่ 37,102 ล้านชิ้น ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนร้อยละ 3.8 ขณะที่ไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 26,677.4 ล้านบาท โดยธุรกิจยางธรรมชาติมีรายได้อยู่ที่ 21,413.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปริมาณขายที่ฟื้นตัว ส่วนธุรกิจถุงมือยางมีรายได้อยู่ที่ 5,225.4 ล้านบาท โดยปริมาณขายชะลอตัวลงจากผลกระทบเหตุการณ์อุทกภัยบริเวณพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งโดยส่วนใหญ่กระทบโรงงานผลิตถุงมือยางบางแห่งของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย และคาดว่าจะได้รับเงินชดเชยในปี 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 1,265.7 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษในช่วงปลายปี แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยขาดทุน 325.7 ล้านบาท สอดคล้องกับปริมาณขายยางธรรมชาติที่กลับเข้าสู่ระดับปกติและกำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัว

นายวีรสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในปี 2569 มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังแรงกดดันจากตลาดล่วงหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2568 เริ่มคลี่คลาย ขณะที่อุปทานโลกยังคงมีข้อจำกัดจากการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกในประเทศผู้ผลิตหลัก รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่อาจส่งผลต่อผลผลิตยางธรรมชาติ โดยบริษัทฯ มองว่าราคายางพาราในตลาด SICOM ได้เริ่มสะท้อนสัญญาณเชิงบวกจากการปรับตัวขึ้นจากช่วงต้นปี 2569 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงติดตามปัจจัยด้านอุปสงค์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่วนต่างราคาระหว่างยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ซึ่งหากแคบลงจะช่วยสนับสนุนการใช้ยางธรรมชาติในบางอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้ราคายางกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เเดินหน้าโครงการนำร่องธุรกิจปาล์มน้ำมันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ สอดรับกับแนวโน้มราคาปาล์มที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มความมั่นคงและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว